บริการทางบัญชีและภาษี


บริการรับทำบัญชี

ความจริงแล้ว บัญชีมีความสำคัญต่อผู้ประกอบกิจการ ไม่น้อยไปกว่าการผลิตและการตลาด  ข้อมูลบัญชีสามารถทำให้เจ้าของกิจการทราบความเป็นไปทั้งหมดเกี่ยวกับสถานะการเงินของกิจการ การทำบัญชี จะทำให้กิจการของท่านทราบถึงผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงินของกิจการและความมั่นคงของกิจการ ทำให้ทราบถึงรายได้หลัก รายได้รองของกิจการ  วิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อนของกิจการเพื่อสร้างกลยุทธ์ และพัฒนานโยบายในการเพิ่มผลกำไร โดยในการจัดทำบัญชีของสำนักงานบัญชีนั้นจะบันทึกบัญชีรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินกิจการ เช่น การลงทุน รายรับ และ รายจ่าย ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการ และค่าใช้จ่ายที่มีผลทำให้กำไรของท่านลดลง (เพื่อพิจารณาลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและเพื่อเป็นการควบคุมภายใน และป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น ที่เป็นของกิจการนั้นโดยไม่นำส่วนที่เป็นของส่วนตัว(ส่วนของเจ้าของ) เข้ามาบันทึกด้วยเมื่อมีการบันทึกรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วข้อมูลที่ได้บันทึกไว้นั้นจะสามารถนำมาจัดทำเป็นรายงานทางการเงินได้ เช่น งบดุลและงบกำไรขาดทุนซึ่งเป็นภาพสะท้อนในการดำเนินธุรกิจดังนี้ คือ

งบกำไรขาดทุน จะสะท้อนภาพผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่งๆ ว่ากิจการมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่าไร มีผลกำไรหรือขาดทุน นอกจากนี้ยังช่วยในการประเมินถึงความสามารถในอนาคตได้อีกด้วย เช่น การวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของรายได้จากสำนักงานบัญชี       

งบดุล จะสะท้อนภาพฐานะทางการเงินของกิจการได้แก่ ทรัพย์สิน หนี้สินและส่วนของเจ้าของว่ามีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน สินทรัพย์ที่มีอยู่จะบ่งบอกศักยภาพในการเจริญเติบโตและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจในอนาคตนอกจากนี้ยังแสดงถึงสภาพคล่องและความเสี่ยงในขณะนั้น

งบกระแสเงินสด จะสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการในรอบระยะเวลาหนึ่งๆ โดยแบ่งเป็น 3 กิจกรรมคือ

1.       กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน

2.       กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน

3.       กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน

โดยตัวเลขที่ปรากฏในงบการเงิน จะสามารถนำมาวิเคราะห์เป็นอัตราส่วนทางการเงิน เพื่อวัดผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ เช่น การวัดสภาพคล่องของธุรกิจ การวัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ การวัดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ และความสามารถในการชำระหนี้ เป็นต้น

นอกจากที่กิจการของท่านต้องทำบัญชีแล้ว ท่านจำเป็นต้องยื่นภาษีให้ถูกต้อง ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้บริษัทนิติบุคคลต้องทำการขอยื่นแบบภาษีปีละ 2 ครั้ง     ซึ่งครั้งแรกเรียกกันว่า “การยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบ(ครึ่งปี)” ซึ่งจะต้องยื่นภายใน 60 วันนับจากวันสุดท้ายของทุก 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้เอกสาร ภ.ง.ด.51 เท่านั้นในการยื่นเรื่อง      ส่วนครั้งที่สองหรือที่เรียกว่าการยื่นภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบ(สิ้นปี) ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีในปีนั้น โดยแบบเอกสารที่ใช้ในการยื่นคือ ภ.ง.ด.50   ซึ่งในการยื่นทั้ง 2 ครั้งสามารถมาทำการยื่นด้วยตนเองหรือจะให้ตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทมาทำการยื่นแทนก็ได้ที่กรมสรรพากรถ้าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร แต่ถ้าอยู่ในต่างจังหวัดสามารถยื่นได้ที่ที่ว่าการอำเภอที่บริษัทตั้งอยู่ นอกจากนี้ในปัจจุบันทั้ง ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 สามารถยื่นแบบออนไลน์ได้แล้วที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร  หรือหากท่านกังวลกับความยุ่งยาก เรายินดีช่วยเหลือท่าน เพื่อให้ท่านได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และหากท่านประกอบกิจการอยู่ในพื้นที่อำเภอหัวหินท่านสามารถติดต่อมาหาเราได้ทันที


บริการวางแผนภาษี

เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจที่จะประกอบธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งขึ้นมา ย่อมต้องอาศัยปัจจัยการบริหารเพื่อให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระดมทุน  การบริหาร และภาษีอากร   เพื่อประโยชน์ในการแสวงหาผลกำไรของกิจการ  สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึง คือ การเลือกรูปแบบธุรกิจ และการวางแผนภาษี  ซึ่งธุรกิจแต่ละรูปแบบก็จะแตกต่างกันไป มีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มหลักใหญ่ๆ ได้แก่ ธุรกิจประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ซึ่งธุรกิจประเภทนิติบุคคลนี้  จะเป็นที่นิยมและรู้จักกันทั่วไป นั่นคือ การจัดตั้งบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจมากกว่าประเภทอื่นๆ   การวางแผนภาษีก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบต้องใส่ใจและศึกษาไว้ เนื่องจาก ผลกำไรของกิจการของท่านเป็นตัวชี้วัดผลประกอบการว่ากิจการของท่านประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด      

การวางแผนภาษี (Tax Planning) คือ การตัดสินใจเตรียมการเพื่อการปฏิบัติในอนาคต เกี่ยวกับภาษีอากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้การเสียภาษีอากรและการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรขององค์กรเป็นไปโดยถูกต้องและครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาษีอากร เป็นการปฏิบัติเพื่อที่จะเสียภาษีได้อย่างถูกต้องและช่วยให้ประหยัดภาษีได้สูงสุด ป้องกันโทษและความรับผิดจากการเสียภาษีผิดพลาด การวางแผนภาษีจะทำให้เห็นแนวทางที่จะช่วยประหยัดภาษีได้สูงสุด ช่วยลดต้นทุนและรักษาการเงินของผู้ประกอบการได้

 เนื่องจากผู้ประกอบการธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการวางแผนภาษี และรวมไปถึงระบบบัญชีเพื่อให้การจัดทำบัญชีและภาษีอากรถูกต้องสอดคล้องกัน   สิ่งสำคัญในการวางแผนภาษีจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลของกิจการแล้วนำไปวิเคราะห์ความต้องการเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อไป

ผู้ประกอบการบางท่านอาจกังวล และสับสนในการวางแผนภาษีของกิจการของท่าน และการแสดงภาษีต่อกรมสรรพากร ดังนั้น ท่านอาจมอบหมายให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนภาษีเพื่อให้ธุรกิจของท่านดำเนินไปตามเป้าหมายได้อย่างมั่นคงและถูกต้อง


บริการตรวจสอบบัญชี

นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี และเมื่อครบรอบบัญชีต้องปิดบัญชี โดยให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตรวจสอบบัญชีและลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินก่อนนำส่งกระทรวงพาณิชย์และกรมสรรพากร หรือหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีการดำเนินงานของบริษัทหรือไม่ก็ตาม                                                      

บริการตรวจสอบบัญชีงบการเงินประจำปี ให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป ตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ และกรมสรรพากร โดยตรวจสอบตามความต้องการดังนี้
          1.  ตรวจสอบและสอบทานงบการเงินระหว่างกาล Interim Audit
          2.  ตรวจสอบภายใน Internal Audit
          3.  ตรวจสอบพิเศษ Special Audit
          4.  ตรวจสอบงบการเงินประจำปี
 
บริษัทมีทีมผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานสอบบัญชี เพื่อตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อให้งบการเงินแสดงข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมอันส่งผลให้การบริหารงานกิจการของลูกค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจลดลง

เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจสอบในแต่ละปี บริษัทจะนำเสนอรายงานการประเมินประสิทธิภาพการควบคุมภายในด้านบัญชีและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบุถึงจุดอ่อนและข้อบกพร่องของระบบการควบคุมภายในของบริษัท พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงเสนอต่อผู้บริหาร เพื่อให้ทราบถึงจุดอ่อนของการควบคุมภายในทางบัญชีที่สำคัญที่อาจนำมาซึ่งการทุจริตหรือสูญเสียหรือหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้นกับกิจการ รวมทั้งแจ้งให้ทราบถึงข้อผิดพลาดทางการบัญชีพร้อมข้อเสนอแนะ
 
ขอบเขตงานตรวจสอบบัญชี

  1. บริการตรวจสอบบัญชี งบการเงิน โดยปฏิบัติงานตรวจสอบตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรอง เช่น วิธีการทดสอบรายการบัญชี ระบบควบคุมภายใน และการเปิดเผยข้อมูลงบการเงิน พิจารณาความถูกต้องและเหมาะสมในหลักการบัญชีที่กิจการใช้ รวมถึงประมาณการในรายการทางการเงินที่เป็นสาระสำคัญ

  2. นำเสนอรายงานต่อผู้บริหารในข้อผิดพลาดทางบัญชีและการเงิน เช่น ความบกพร่องในการควบคุมภายใน ความเหมาะสมของระบบบัญชีที่ใช้ เสนอแนะการจัดเก็บเอกสารที่เป็นระบบ การทุจริตที่อาจเกิดขึ้น สาระสำคัญต่าง ๆ ที่กระทบกับผลการดำเนินกิจการทั้งในปัจจุบันและอนาคต

  3. จัดทำรายงานของผู้สอบบัญชีประจำปีตามข้อบังคับของกระทรวงพาณิชย์ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สอบบัญชีสามารถแสดงความเห็นว่า งบการเงินของกิจการแสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินกิจการได้ถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรอบหรือไม่เพียงใด กรณีที่มีการเสนอรายงานที่ไม่ปกติ บริษัทฯ จะร่วมปรึกษาและชี้แจงถึงเหตุผล ข้อเท็จจริงก่อนเสนอรายงานการสอบบัญชี

  4. บริการพร้อมทั้งยื่นงบการเงินต่อกระทรวงพาณิชย์และกรมสรรพากรและจัดเตรียมรายละเอียดประกอบการยื่นงบการเงิน


บริการให้คำปรึกษาด้านการเงิน

ในปัจจุบันการออมเงินมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบนั้นก็มีเงื่อนไข ให้ผลตอบแทนผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ซึ่ง การลงทุนก็เป็นหนึ่งในรูปแบบการออมที่ผู้บริโภคสามารถนาเงินออมของตนไปลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์  แต่ในขณะเดียวกันเราก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การลงทุนนั้นมักมาคู่กับความเสี่ยงเสมอ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของการลงทุนและผลตอบแทนที่อาจได้รับ การลงทุนประกอบไปด้วยประเภทต่างๆ ดังนี้ 

  1. การฝากเงินกับธนาคาร ถือว่าเป็นการลงทุนที่มั่นคงมาก ผู้บริโภค สามารถฝากเงินประเภทต่าง ๆ กับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารออมสิน เป็นการใช้เงินออมลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนแน่นอนและไม่เสี่ยงภัย จานวนเงินออมจะมียอดสูงขึ้นตลอดเวลา การฝากเงินกับธนาคาร ทำได้ หลายประเภท เช่น ประเภทสะสมทรัพย์ ประเภทออมทรัพย์และประเภทฝากประจํา แต่ละประเภทก็มีเงื่นไขการฝากเงินที่แตกต่างกันตามประเภทและธุรกิจของธนาคาร

  2. การฝากเงินกับสถาบันการเงินอื่น สถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจประเภทเงินทุน ได้แก่ บริษัทเงินทุน บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ ทรัสต์ เป็นสถาบันการเงินที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจํากัด การฝากเงินสถาบันการเงินทั้ง 2 รูปแบบนี้ แม้ว่าผู้ฝากจะได้รับผลตอบแทนสูง กว่าธนาคารพาณิชย์ แต่ความนิยมในการใช้บริการฝากเงินกับธนาคารยังสูงอยู่ เพราะการฝกาเงินกับสภาบันอื่นที่ไม่ธนาคาร เริ่มมีบทบาทในตลาดไทยได้ไม่นาน ประชาชนจึงไม่มีความมั่นใจ ทั้งนี้มีสาขาที่น้อย ทำให้เกิดความลำบาก

  3. การซื้อสลากออมสินพิเศษ และการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เป็นการออมทรัพย์ที่ดีประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้บริโภคซื้อ สลากอมสินพิเศษจากธนาคารออมสินเท่าใดก็ได้ ธนาคารออมสินจะออกสลาก ออมสินพิเศษเป็นหลักฐานในการฝากเงินให้ สลากหน่วยหนึ่ง ซึ่งจะมีการออกรางวัลเดือนละครั้ง และเมื่อครบกําหนด 3 ปี ผู้บริโภคจะได้รับ เงินคืนพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามอัตราที่กําหนดไว้ ส่วนการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เป็นตราสารที่รัฐบาลค้ําประกัน มีหลายชนิด ซึ่งกําหนดเวลาไถ่ถอนคืนให้แก่ ประชาชนที่ซื้อเพื่อการออมทรัพย์ระยะยาวและจ่ายดอกเบี้ยคืนให้ 6 เดือน ต่อครั้ง ตลาดอายุของพันธบัตรฉบับนั้น ๆ ผู้บริโภคสามารถเรียกเงินคืนได้เมื่อต้องการ หรือเมื่อครบกําหนด

  4. การทําประกันชีวิต การทําประกันชีวิตช่วยให้สามารถออมทรัพย์หรือสะสม ทรัพย์ได้ทุก ๆ ปี เป็นประจํา ช่วยให้รู้จักประหยัดเพื่อชีวิตอนาคตข้างหน้าโดยมี กําหนดเวลาที่แน่นอนและมีระเบียบแบบแผนในการสะสมทรัพย์อย่างดียิ่ง

  5. การซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ คือ ตลาดซื้อขายหุ้น หมายถึงกิจการธุรกิจหรือสถาบันที่ ดําเนินธุรกิจหลักทรัพย์ทําหน้าที่เป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ หลักทรัพย์ที่ซื้อ ขายกัน ได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ และพันธบัตรรัฐบาล การซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริโภคจะต้องไปติดต่อกับบริษัทที่ทําหน้าที่เป็นตัวแทนในการซื้อขายหุ้น บริษัทที่ทําหน้าที่เป็นตัวแทนซื้อขายหุ้นใน ตลาดหลักทรัพย์เรียกว่าโบรกเกอร์ (Broker) บริษัทเหล่านี้จดทะเบียนเป็น บริษัทสมาชิกของ ตลาดหลักทรัพย์ และมีบริษัทอื่นที่ทําหน้าที่เป็นตัวแทนซื้อขาย หุ้นเช่นเดียวกัน แต่มิได้เป็นบริษัทสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ เรียกว่า ซับโบรกเกอร์ (Sub broker) จะติดต่อให้โบรกเกอร์ ซื้อขายหุ้นให้อีกทอด หนึ่ง

การขายหุ้น ผู้บริโภคที่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าประสงค์จะขายหุ้นเนื่องจาก เห็นว่าได้ราคาสูงหรือมีความจําเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงินสดเพื่อทําประโยชน์อย่างอื่น ก็เสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ การเสนอขายต้องระบุราคาขายลงไปตายตัว บริษัทก็จะไปเสนอขายในตลาดหลักทรัพย์ตามจํานวนและราคาหุ้นที่ผู้บริโภคต้องการขาย เมื่อขายได้แล้วก็แจ้งให้ทราบ ผู้บริโภคก็ต้องส่งมอบใบหุ้นให้บริษัทพร้อมกับลงนาม ในตราสารเพื่อการโอนหุ้น หลังจากนั้นบริษัทก็จะจ่ายชําระค่าหุ้นที่ขายได้ 

จากรูปแบบการลงทุนข้างต้น เราจะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายของเงื่อนไข และผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เพื่อให้การลงทุนได้ประโยชน์กับท่านมากที่สุด จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้หรือศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนให้รอบคอบ แต่หากท่านมีความกังวลใจในเรื่องการลงทุน ทางเรายินดีที่จะให้คำแนะนำแก่ท่าน 


บริการตรวจสอบประเมินฐานะทางทรัพย์สินและหนี้สิน

Due Diligence เป็นการให้บริการตรวจสอบธุรกิจไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการเฉพาะเจาะจง ตามวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้างซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ว่าจ้างแต่ละราย โดยการทำ Due Diligence นั้นอาจเป็นการทำเพื่อวัตถุประสงค์ได้หลายประการ ทั้งเพื่อทำให้ผู้ว่าจ้างทราบฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการที่ตรวจสอบ ผู้ว่าจ้างจะได้รับข้อมูลเบื้องต้นเพื่อใช้ในการพิจารณาเหตุผลทางธุรกิจอันนำไปสู่การพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการ หรืออาจเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ได้มีการซื้อกิจการมาแล้ว (Post-acquisition Review) อันจะทำให้ทราบข้อมูลหรือผลิตภัณฑ์บางอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเพื่อทำให้ผู้ว่าจ้างทราบข้อมูลหรือข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การพิจารณาเกี่ยวกับการรวมกิจการ (Merger) การแยกกิจการที่เคยรวมกัน (Demerger) หรือการตัดสินใจเลิกลงทุน (Divest) ในธุรกิจที่คิดว่าไม่สามารถทำกำไรตามที่เคยคาดการณ์ไว้ หรืออาจเป็นไปเพื่อประเมินราคาหรือมูลค่าของกิจการใดกิจการหนึ่ง ก็ได้เช่นกัน   

ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้บริการจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงลักษณะของธุรกิจที่ผู้ว่าจ้างสนใจ เข้าใจสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน และเข้าใจปัญหาต่างๆ และความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งในอดีต ที่กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน และที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต  

ขอบเขตในการให้บริการ Due Diligence จึงอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  1. Financial Due Diligence

    เป็นการตรวจสอบฐานะทางการเงินของกิจการ โดยเน้นตรวจสอบข้อมูลทางด้านการเงิน ซึ่งได้จากการพิจารณาตัวเลขและข้อมูลทางการเงิน เพื่อให้ทราบถึงความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และสามารถประเมินผลกระทบที่อาจมีต่อมูลค่าของทรัพย์สิน หนี้สิน หรือส่วนของทุน ที่อาจจะทำให้เกิดความแตกต่างไปจากที่ปรากฏทางบัญชีหรืองบการเงิน ณ วันที่กำหนด

  2. Legal Due Diligence

    เป็นการตรวจสอบกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ซึ่งรวมถึงด้านภาษีอากร ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ รวมถึงการตรวจสอบสัญญาต่างๆ ที่บริษัทมีต่อบุคคลภายนอก และพนักงานภายในองค์กร เพื่อให้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ ภาระผูกพัน หรือหนี้สิน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท อันอาจมีผลผูกพันถึงผู้เข้ามาซื้อกิจการได้

  3. Operational Due Diligence

    เป็นการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบจุดเด่น จุดด้อย ของการปฏิบัติงานที่มีอยู่ โดยหากมีการซื้อกิจการแล้วจะทำให้ผู้ที่เข้ามาซื้อกิจการทราบได้ว่าจะต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนอย่างไร ทั้งนี้ ความระเอียดของการทำ Operational Due Diligence มีทั้งแบบตรวจสอบเบื้องต้น (Desk Top Review) และการตรวจสอบในรายละเอียดเบื้องลึก (In Depth Review) โดยขึ้นอยู่กับเหตุผลและความต้องการของผู้ว่าจ้างนั่นเอง