บริการทางกฎหมาย


ขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า)

วีซ่า (Visa) คือเอกสารที่แสดงว่า บุคคลนั้นได้รับอนุญาตให้เข้าสู่เขตแดน ซึ่งได้ระบุไว้ในวีซ่า นั้น ภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยส่วนใหญ่ จะเป็นตราประทับอยู่ในหนังสือเดินทาง จะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ของวีซ่า แต่ละประเภทติดมาด้วย เช่น เขตพื้นที่ที่อนุญาตให้เดินทางเข้าไปได้, อายุของ Visa, ช่วงเวลาที่เดินทางเข้าออกได้ แม้กระทั่งอนุญาตให้เดินทางเข้าออกประเทศได้กี่ครั้ง เป็นต้น ซึ่งในกรณีของประเทศไทย หากคนต่างชาติประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศจะต้องมีการตรวจลงตราหรือที่เราเรียกว่า การขอวีซ่าจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงศุลที่มีอำนาจ แต่ในบางกรณีคนต่างชาติบางสัญชาตินั้นสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้เลย โดยไม่จำเป็นที่ต้องมีวีซ่า ซึ่งได้แก่กรณี (1) เป็นประเทศที่ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว (2) ประเทศที่ได้ทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตรากับประเทศไทย

ในกรณีที่ชาวต่างชาติคนใดประสงค์ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยนั้น การขอวีซ่าก็จะต้องพิจารณาคุณสมบัติชาวต่างชาติคนนั้น ดังนี้

  1. ถือหนังสือเดินทางที่ถูกต้องสมบูรณ์มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน

  2. มีหลักฐานแสดงว่าจะเดินทางออกจากประเทศไทยหลังสิ้นสุดการพำนักในไทย และ

  3. ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ในการขอวีซ่าเพื่อเข้ามาพำนักในประเทศไทยแต่ละครั้งนั้น คนต่างชาติจะต้องตรวจลงตราให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเข้ามาในประเทศไทย เช่น การตรวจลงตราประเภทคนเดินทางผ่านราชอาณาจักร  การตรวจลงตราประเภทท่องเที่ยว  การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว การตรวจลงตราประเภททูต การตรวจลงตราประเภทราชการ และการตรวจลงตราประเภทอัธยาศัยไมตรี     ซึ่งการตรวจลงตราแต่ละประเภทหรือแต่ละวัตถุประสงค์นั้นมีอายุของวีซ่าและระยะเวลาการพำนักในไทยที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่คนต่างชาติผู้ขอวีซ่านั้นจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

แต่อย่างไรก็ตามการอนุญาตให้เข้าประเทศไทย รวมทั้งการกำหนดระยะเวลาที่จะอนุญาตให้พำนักในประเทศไทยเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ดังนั้น คนต่างชาติที่ได้รับวีซ่าแล้วบางรายอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศได้ หากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะหรือ พฤติการณ์เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร การตรวจลงตราหรือการขอวีซ่านี้ท่านสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองหรือให้ทางเราช่วยบริการเพื่อให้ท่านได้พำนักในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องวิตกกังวลได้ เรายินดีช่วยเหลือท่านไม่ว่าท่านจะอยู่ในเขตกรุงเทพหรือหัวหินก็ตาม


ขอใบอนุญาตทำงาน

ใบอนุญาตทำงานนั้นคืออะไร และทำไมต้องมี  ใบอนุญาตทำงานนั้นจะออกให้แก่คนต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์หรือความต้องการที่จะเข้ามาทำธุรกิจหรือเป็นลูกจ้างในประเทศไทยทำให้จำเป็นที่จะต้องขอเปลี่ยนแปลงประเภทของวีซ่าเป็นวีซ่าประเภทธุรกิจและจะต้องขอใบอนุญาตทำงาน มิฉะนั้นจะไม่สามารถทำงานในราชอาณาจักรไทยได้

ในการที่ชาวต่างชาติคนใดจะขอใบอนุญาตทำงาน จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ ชาวต่างชาตินั้น จะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว หรือ เดินทางผ่าน  และจะต้องมีความสามารถในการทำงานที่ขออนุญาตนั้น จะต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั้นเฟืองไม่สมประกอบ ไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน วัณโรคในระยะสุดท้ายหรือโรคที่เป็นที่รังเกียจของสังคมและสุดท้ายชาวต่างชาตินั้นจะต้องไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองในระยะเวลา1ปีก่อนที่จะขอใบอนุญาต ที่สำคัญยิ่งกว่าคือชาวต่างชาติจะต้องมีความเข้าใจว่าอาชีพบางอาชีพนั้นสงวนไว้สำหรับคนที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น ชาวต่างชาติจึงไม่สามารถขอใบอนุญาตสำหรับการทำงานบางประเภทได้

แต่อย่างไรก็ตามในการพิจารณาออกใบอนุญาตทำงานนั้น เป็นอำนาจและหน้าที่ของกรมจัดหางานกระทรวงแรงงานที่จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เรื่องของโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทยและประโยชน์จากการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในตำแหน่งงานนั้น ดังนั้น หากท่านเป็นคนต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานในประเทศไทย ไม่ว่าท่านจะเป็นคนต่างชาติที่ยังไม่ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรและคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว    ท่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตทำงานด้วยหรือเรายินดีให้คำแนะนำแก่ท่านได้ทั้งในพื้นที่กรุงเทพและหัวหิน


จดทะเบียนบริษัท

“เมื่อเราดำเนินธุรกิจจนเติบโตในระดับหนึ่งแล้ว การจดทะเบียนบริษัทเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจของเรา” ในการดำเนินธุรกิจโดยทั่วไปสำหรับผู้ที่เริ่มต้น ส่วนใหญ่มักจะทำธุรกิจในรูปแบบเจ้าของคนเดียว การดำเนินธุรกรรมต่างๆ ก็ไม่ค่อยยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนมาก สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง แต่พอดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง ธุรกิจเติบโตขึ้น มียอดขายเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องรับผิดชอบเรื่องภาษี เรื่องหนี้สินมากขึ้น อีกทั้งในการติดต่อค้าขาย คู่ค้ารายใหญ่ก็จะเชื่อถือธุรกิจที่อยู่ในรูปของบริษัทมากกว่าธุรกิจที่ดำเนินการด้วยคนๆเดียว
     
ทั้งนี้ การจดทะเบียนบริษัทที่เราให้บริการนั้นมี 2 รูปแบบ ได้แก่ บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด 
  
การจดทะเบียนจัดตั้ง “บริษัทจำกัด” โดยทั่วไปที่พบมีเพื่อเหตุผลดังต่อไปนี้     
     
           1. เนื่องจาการประกอบกิจการในรูปแบบ บริษัทจำกัดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะการระดมเงินทุนกิจการในรูปแบบนี้จัดทำได้ง่ายและได้จำนวนมาก รวมทั้งจะมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โดยผู้บริหาร ที่มีความสามารถร่วมกันดำเนินกิจการ ส่งผลให้เป็นกิจการที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากประเภทหนึ่ง ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการจดทะเบียนบริษัท ได้แก่ การจำกัดความรับผิดตามจำนวนหุ้นที่ถือจริง  มีแหล่งระดมทุนระยะยาวเนื่องจากมีวิธีการเรียกระดมทุนได้ค่อนข้างมาก เช่นการขายหุ้น  สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีงามให้แก่ธุรกิจเพราะมีกฎหมายเป็นตัวควบคุมและวางกรอบการดำเนินธุรกิจอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญด้วยความที่บริษัทจำกัดมีการจัดตั้งในลักษณะของนิติบุคคลจึงทำให้ธุรกิจเสียภาษีในอัตราสูงสุดเพียงแค่ 20% เท่านั้น แต่ถ้าหากจัดตั้งธุรกิจในลักษณะที่มีเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวผู้ประกอบการอาจโดนเรียกเก็บมากถึง 35% ก็ได้

          2. การจัดตั้งบริษัทจำกัดที่มีสัญชาติไทยยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ชาวต่างชาติจัดตั้งขึ้นเพื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หัวหิน ภูเก็ต พัทยา หรือพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% และชาวต่างชาติที่ต้องการถือครองที่ดินถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด แต่มีฐานะเป็นกรรมการ ซึ่งแม้ว่าบริษัทจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน  แต่ชาวต่างชาติดังกล่าวสามารถควบคุมการดำเนินการของบริษัทรวมถึงอำนาจจัดการที่ดินได้ ดังนั้น หากท่านประสงค์จะประกอบธุรกิจใด  การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจแต่หากท่านไม่ทราบว่าธุรกิจของท่านเหมาะจะจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทหรือไม่  จะมีข้อดีข้อเสีย หรือสิทธิหน้าที่ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมอย่างไร เรายินดีให้คำปรึกษาเป็นเพื่อนคู่คิดของท่านในการประกอบธุรกิจได้

การจดทะเบียนจัดตั้ง “บริษัทมหาชนจำกัด” 

บริษัทมหาชนจำกัด คือ บริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน เพื่อระดมทุนแล้วนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนหรือใช้ในการขยายกิจการ โดยผ่านการเห็นชอบของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปของเงินปันผล ส่วนเจ้าของธุรกิจก็สามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคาร  

นอกจากนี้ บริษัทมหาชนจำกัดต้องมีลักษณะโครงการที่สำคัญ คือ ต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป โดยผู้ถือหุ้นนั้นมีความรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ต้องชำระ หุ้นแต่ละหุ้นจะต้องมีมูลค่าเท่ากัน และต้องชำระค่าหุ้นครั้งเดียวเต็มมูลค่าหุ้น ส่วนจำนวนกรรมการนั้น ต้องมีจำนวนกรรมการของบริษัทไม่น้อยกว่า 5 คน และกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องมีที่อยู่ในประเทศไทย
     
การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด อาจดำเนินการโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

            1. การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปร่วมกันจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ แล้วจัดทำหนังสือชี้ชวนประชาชนให้เข้าซื้อหุ้น หรือเมื่อผู้เริ่มจัดตั้งได้จองซื้อหุ้นทั้งหมดครบถ้วนแล้วก็จะเรียกประชุมจัดตั้งบริษัท แล้วส่งมอบกิจการและเอกสารทั้งปวงให้แก่คณะกรรมการของบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อนำความไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่อไป ก็ได้
            2. การแปรสภาพจากบริษัทเอกชนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทเอกชนอาจแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
            3. การควบบริษัท โดยอาจเป็นบริษัทมหาชนจำกัดตั้งแต่บริษัทสองบริษัทขึ้นไป หรือบริษัทมหาชนจำกัดกับบริษัทเอกชน จะควบกันเป็นบริษัทมหาชนจำกัดก็ได้ ในกรณีที่เป็นการควบกันของบริษัทหมาชน ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทที่จะควบกันต้องลงมติไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ส่วนกรณีที่เป็นการควบกับบริษัทเอกชน ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเอกชนนั้นต้องมีมติพิเศษให้ควบกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

หากวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หรือบริษัทมหาชนจำกัด ข้างต้นมีเป้าหมายหนึ่งที่ท่านสนใจ แต่ท่านยังไม่มั่นใจว่ากรณีของท่านเหมาะสมจะจดทะเบียนในรูปแบบนั้นหรือไม่  จะมีข้อดีข้อเสีย หรือสิทธิหน้าที่ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมอย่างไร เรายินดีให้คำปรึกษาเป็นเพื่อนคู่คิดของท่านในการประกอบธุรกิจได้ โดยบริการของเราเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทเริ่มตั้งแต่ การจัดตั้งบริษัท การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การขึ้นทะเบียนประกันสังคม การเปิดบัญชีธนาคาร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับท่าน แล้วแต่กรณี 


ขอรับการส่งเสริมการลงทุน

การส่งเสริมการลงทุนเป็นมาตรการหนึ่งในหลายมาตรการในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมีหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบด้านการส่งเสริมการลงทุน คือ สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment : BOI)

เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี และสิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี

สิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ให้แก่ผู้ประกอบการโดยทั่วไป มีดังนี้   

  1. ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรหรือได้รับการลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรลงเหลือกึ่งหนึ่ง

  2. ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือในบางเขตจะเพิ่มขึ้นเป็น 7-8 ปี

  3. ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 1-5 ปี แล้วแต่เขตที่โรงงานตั้งอยู่

  4. ได้รับอนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปาเป็น 2 เท่าเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้

  5. อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินที่ลงทุนในการนั้น

สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีที่ให้แก่ผู้ประกอบการโดยทั่วไป มีดังนี้

  1. ได้รับอนุญาตให้บุคคลต่างชาติถือหุ้นในบริษัทได้ 100% ยกเว้นกรณีกิจการตามบัญชีหนึ่ง ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

  2. ได้รับอนุญาตให้นำช่างฝีมือ ผู้ชำนาญการที่เป็นคนต่างด้าว ตลอดจนคู่สมรสและบุคคลที่อยู่ในอุปการะของช่างฝีมือและผู้ชำนาญการดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรได้ โดยช่างฝีมือและผู้ชำนาญการที่เป็นคนต่างด้าวดังกล่าว จะได้รับอนุญาตให้ทำงานในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด

  3. ได้รับอนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับส่งเสริมได้ ซึ่งนอกจากจะใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้สร้างอาคารโรงงานแล้ว ยังสามารถใช้สร้างเป็นสำนักงานและที่พักอาศัยของพนักงานได้อีกด้วย แต่จะต้องใช้ในกิจการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น หากจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น หรือจะให้ผู้อื่นใช้จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการก่อน

  4. ผู้ได้รับการส่งเสริมหรือผู้ลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรและมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จะได้รับอนุญาตให้นำหรือส่งเงินออกนอกราชอาณาจักรเป็นเงินตราต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม การได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและเงื่อนไขของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมด้วย


การควบรวมและการซื้อกิจการ

การควบรวมกิจการเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความเจริญเติบโต และความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ อันเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันทางการค้า การได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างทางการเงิน หรือการประหยัดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ โดยการควบรวมกิจการอาจเป็นการรวมกับคู่แข่งในทางการค้า หรืออาจจะเป็นกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมเลยก็ได้

การควบรวมกิจการมีหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่นิยมในประเทศไทยได้แก่ การควบรวมกิจการ (Merger) และการซื้อกิจการ (Acquisition)

โดยการควบรวมกิจการ (Merger) เป็นการที่บริษัทหนึ่งกลืนอีกบริษัทหนึ่ง (Merged Corporation) แล้วคงเหลือไว้เพียงบริษัทเดียว ซึ่งการควบรวมกิจการต้องเป็นการรับเอาทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดของอีกบริษัทหนึ่งมาเป็นของบริษัทเดียว โดยส่วนมากบริษัทที่เป็นฝ่ายควบรวมกิจการจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากกว่าอีกบริษัทหนึ่ง  

ส่วนการซื้อกิจการ (Acquisition) เป็นการที่บริษัทหนึ่งได้เข้าควบคุมบริษัทอื่นบางส่วนหรือทั้งหมด โดยแม้ว่าบริษัทที่ถูกเข้าควบคุมจะถูกเข้าควบคุมทั้งหมด แต่บริษัทดังกล่าวอาจจะยังมีอำนาจอิสระในการบริหารตนเองอยู่ ทั้งนี้ ประเภทของการซื้อกิจการนี้อาจเป็นการเข้าไปซื้อหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงของอีกบริษัทหนึ่ง หรือเป็นการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เป็นสาระสำคัญของอีกบริษัท (Asset Acquisition) หรือการเข้าครอบงำกิจการ (Take Over) ก็ได้


ให้คำปรึกษาทางกฏหมาย

กฎหมายเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราอย่างมากแต่มักถูกมองข้าม จนกว่าจะเกิดปัญหาหรือคดีความหรือการฟ้องร้องขึ้น จึงคิดที่จะขวนขวายหาผู้รู้ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาให้ ที่สำคัญผู้ใช้บริการจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่านักกฎหมายที่เราเลือกใช้บริการนั้น จะมีความรู้ความสามารถและมีความรับผิดชอบต่องานของเรามากน้อยเพียงใด

เราเป็นบริษัทที่ให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นงานคดีความ งานที่ปรึกษากฎหมาย การร่างสัญญา งานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท พินัยกรรม มรดก กฎหมายครอบครัว ฯลฯ โดยมีคณะทำงานและที่ปรึกษาให้บริการในส่วนกฎหมายเฉพาะด้าน

เนื่องจากบริษัทเราให้บริการโดยนักกฎหมายที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นนำของประเทศ ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ พร้อมใบอนุญาตทนายความ เราจึงมีความมั่นใจ ความเชี่ยวชาญ และสามารถให้บริการด้านการให้คำปรึกษากฎหมายแก่ท่านในหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

           -    การค้นคว้ากฎหมาย เราสามารถค้นคว้ากฎหมายต่างๆ เรื่องที่ท่านต้องการทราบอย่างเป็นระบบ เช่น ท่านต้องการเปิดบริษัทเพื่อนำเข้าสินค้า ก่อนที่ท่านจะต้องลงทุน เราสามารถตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาษีและศุลกากร ต่างๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนก่อนได้

          -     การให้ข้อคิดเห็นทางกฎหมาย  ในข้อเท็จจริงใดๆ เราให้บริการทำรายงานเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างละเอียด อธิบายความหมายของกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการให้ความเห็นต่อข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว เพื่อประกอบการตัดสินใจของลูกค้า

         -    การร่างสัญญา     เราให้บริการร่างสัญญา ตรวจสอบสัญญา รวมถึงการอธิบายตีความสัญญา พร้อมกับให้คำแนะนำ เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองตามสัญญาอย่างถูกต้อง

         -    ใบอนุญาต    เนื่องจากการประกอบธุรกิจบางประเภท รวมถึงการนำเข้าสินค้าบางประเภท ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องมีได้รับอนุญาตที่ถูกต้อง เราให้บริการจดทะเบียนและการขออนุญาตต่างๆ เช่น การขออนุญาตนำเข้าสินค้าที่ต้องได้รับอนุญาต การขอใบอนุญาตประกอบกิจการ รวมถึงการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า


ทนายความ

ในกรณีที่มีข้อพิพาททางกฎหมายเกิดขึ้นหรือท่านมีความจำเป็นต้องขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านก็จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการของศาลไทย โดยขอแยกเป็น 3 กรณีที่เป็นคดีที่พบบ่อย 3 ประเภท ได้แก่

คดีแพ่ง

คดีแพ่ง คือ คดีที่มีการโต้แย้งสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง เช่น การฟ้องให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญากู้ หรือการฟ้องให้ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นต้น จะเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ของการฟ้องคดีแพ่งมุ่งให้จำเลยชำระเงิน หรือ ชดใช้ค่าเสียหาย มิได้มุ่งจะให้จำเลยต้องถูกลงโทษ เช่น จำคุกตามกฎหมายอาญา

คดีแพ่ง นอกจากเป็นเรื่องพิพาทกันดังกล่าวแล้ว อาจเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลใช้สิทธิทางศาลเพื่อรับรองคุ้มครองสิทธิของตน เช่น การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งถือเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท

กรณีที่เป็นคำฟ้อง เมื่อยื่นฟ้องแล้ว โจทก์ต้องส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของจำเลย เพื่อให้จำเลยให้การแก้คดี โดยโจทก์ต้องนำเจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายเรียกแก่จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นคำฟ้อง หากโจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง กฎหมายให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลก็จะจำหน่ายคดี แต่ถ้าโจทก์ได้นำหมายภายในกำหนด และ เมื่อจำเลยได้รับคำฟ้องไว้โดยชอบแล้ว จะต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายใน 15 วัน หรือกรณีที่เป็นการปิดหมายไว้โดยชอบ จำเลยจะต้องยื่นคำให้การภายใน 30 วันนับแต่วันปิดหมาย เว้นแต่กรณีเป็นคดีมโนสาเร่ (คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท หรือคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาท) ที่จำเลยสามารถมาให้การในวันที่ศาลนัดได้ โดยในคดีมโนสาเร่ เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาล แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดีให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ ส่วนจำเลยเมื่อได้รับหมายเรียกให้มาศาล แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การไว้ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าจำเลยได้ยื่นคำให้การไว้ก่อนหรือในวันนัดดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยขาดนัด  ทั้งนี้ กรณีคดีแพ่งสามัญ ที่จำเลยไม่ให้การภายในกำหนด ก็จะใช้การพิจารณาโดยขาดนัด

สำหรับกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การนั้น โจทก์ก็จะต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่ง ชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด และถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ ส่วนถ้าโจทก์ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดไป โดยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ   ในวันนัดพิจารณาถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา จากนั้นก็จะเป็นการดำเนินคดีโดยขาดนัดพิจารณา สำหรับในการฟ้องคดีก็จะมีบทบัญญัติที่สำคัญเป็นข้อห้ามในเรื่อง ฟ้องซ้อน ฟ้องซ้ำ การห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ รวมทั้งคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ  ระหว่างการพิจารณาคดีนี้บุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในคดีก็อาจเข้ามาในคดีได้โดยการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามหรือเป็นคู่ความร่วมกับคู่ความในคดีเดิมได้

กรณีที่ความปรากฏต่อศาลว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมรณะลงในระหว่างการพิจารณาคดีนั้นไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นใด ก็จะต้องเลื่อนคดีออกไปเพื่อรอให้ทายาท หรือผู้จัดการทรัพย์มรดก หรือผู้ที่ปกครองทรัพย์มรดกของคู่ความฝ่ายที่มรณะนั้นได้มีการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะเพื่อจะดำเนินคดีต่อไป

เมื่อมีการพิจารณาโดยการสืบพยานหลักฐานกันเสร็จสิ้น ศาลก็จะมีคำพิพากษาคดี และหากฝ่ายใดไม่พอใจในคำพิพากษาก็สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ต่อไปตามลำดับชั้น เว้นแต่เป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์หรือฎีกาในคดีแพ่งนี้ ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่คู่ความที่ยื่นอุทธรณ์(ฎีกา)อาจยื่นคำขอต่อศาลอุทธรณ์(ฎีกา)ไม่ว่าเวลาใดๆก่อนพิพากษา โดยทำเป็นคำร้องชี้แจงเหตุผลอันสมควรแห่งการขอ ให้ศาลทุเลาการบังคับไว้

การบังคับคดี

หมายถึง  วิธีการที่คู่ความผู้ชนะคดีจะดำเนินการเอาแก่ผู้แพ้คดีเพื่อให้ได้ผลตามคำพิพากษา   เนื่องจากฝ่ายแพ้คดีไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยได้ทราบคำบังคับและระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้เพื่อการปฎิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีอำนาจที่จะดำเนินการขอให้ศาลบังคับคดีได้

คู่ความฝ่ายชนะคดีจะต้องร้องขอให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี  นับแต่วันศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด แต่ถ้าผู้ชนะคดีไม่ร้องขอให้ศาลบังคับคดีภายใน 10 ปี การบังคับคดีก็ย่อมสิ้นสุดลง

คดีอาญา            

คดีอาญา  ได้แก่  คดีที่เกี่ยวกับความผิดและโทษซึ่งกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น  เช่น พระราชบัญญัติต่างๆ ซึ่งมีโทษในทางอาญา 5 สถาน ได้แก่  ประหารชีวิต  จำคุก  กักขัง  ปรับ  และริบทรัพย์สิน

ขั้นตอนและกระบวนการดำเนินคดีอาญา  แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. ขั้นตอนแรก ก่อนการพิจารณาคดีในศาล โดยเริ่มจาก เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ก็จะมีการเริ่มดำเนินคดีเกิดขึ้น โดยแยกเป็น การดำเนินคดีอาญาโดยราษฎร และการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ

1.1 การดำเนินคดีอาญาโดยราษฎร เริ่มจากเมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้เสียหายที่เป็นราษฎรเริ่มต้นด้วยการร้องทุกข์หรืออาจเลือกฟ้องคดีเองก็ได้ 

1.2 การดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ คดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว และคดีอาญาแผ่นดิน

ซึ่งคดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เช่น ความผิดฐานฉ้อโกง ยักยอก หรือหมิ่นประมาท รัฐไม่สามารถเริ่มคดีได้เอง การเริ่มดำเนินคดีจะต้องมีการร้องทุกข์จากผู้เสียหายก่อน จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงจะมีอำนาจสอบสวน และอัยการจึงจะมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล    

แต่ถ้าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน รัฐสามารถดำเนินคดีได้เองโดยลำพัง ไม่ว่าจะมีคำร้องทุกข์ กล่าวโทษ ไม่ก็ตาม โดยพนักงานสอบสวนสามารถเริ่มทำการสอบสวนได้เอง

ซึ่งเมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นก็จะสรุปสำนวนทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการต่อไป ซึ่งเมื่อพนักงานอัยการรับสำนวนมาก็จะทำความเห็นว่าสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี  ถ้าสั่งฟ้อง ก็จะมีการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป แต่ถ้าสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุด ก็จะมีขั้นตอนที่จะต้องส่งสำนวนพร้อมคำสั่งไปให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือรองฯสำหรับกรุงเทพมหานคร แต่ถ้าเป็นจังหวัดอื่นก็ต้องส่งไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าผู้บัญชาการตำรวจหรือรองฯ หรือผู้ว่าฯเห็นด้วย คำสั่งไม่ฟ้องคดีก็เป็นอันเด็ดขาด แต่ถ้าผู้บัญชาการตำรวจหรือรองฯ หรือผู้ว่าฯ ทำความเห็นแย้ง ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ก็ต้องเสนอเรื่องไปให้อัยการสูงสุดชี้ขาดต่อไป

2. ขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาล ถ้าเป็นการดำเนินคดีอาญาโดยราษฎร จะต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องก่อน หากไต่สวนแล้วคดีมีมูลศาลจึงจะประทับรับฟ้องคดี แล้วดำเนินคดีต่อไป แต่ถ้าไต่สวนมูลฟ้องแล้วศาลเห็นว่าคดีไม่มีมูล ก็จะพิพากษายกฟ้อง ซึ่งราษฎรที่เป็นโจทก์ก็อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษานั้นได้ต่อไป

แต่ในส่วนการดำเนินคดีอาญาโดยพนักงานอัยการ ศาลไม่จำต้องให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อน โดยศาลสามารถประทับรับฟ้องได้เลย จากนั้นก็มาสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี โดยหลักแล้วการดำเนินคดีอาญาในศาลต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย และต้องให้จำเลยทราบข้อความที่ถูกฟ้อง จากนั้นจึงจะถามคำให้การจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ต่อมาเมื่อมีการถามคำให้การเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการเริ่มต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดี โดยการกำหนดวันนัดสืบพยาน และทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป เมื่อสืบพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลก็จะทำคำพิพากษาคดีต่อไป ซึ่งในการพิจารณาคดีนั้นหากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว ศาลจะต้องสั่งจำหน่ายคดี ในส่วนคดีเมื่อศาลพิพากษาแล้ว โจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดไม่เห็นด้วย ก็สามารถอุทธรณ์ฎีกาต่อศาลสูงได้ต่อไปตามลำดับ สำหรับการอุทธรณ์ฎีกาก็อาจมีบทบัญญัติเรื่องการจำกัดสิทธิในเรื่องอุทธรณ์ฎีกา

ทั้งนี้ ในการฟ้องร้องและดำเนินคดีอาญาหากมีคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญากฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการหรือผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือผู้เสียหายจะเลือกฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้

3. ขั้นตอนภายหลังการพิจารณาคดีในศาล เป็นขั้นตอนการบังคับตามคำพิพากษา โดยกรณีที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด และกำหนดโทษอย่างใดอย่างหนึ่งในโทษอาญา 5 สถานและคดีถึงที่สุด ต่อมาก็จะต้องมีการบังคับตามคำพิพากษานั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดและเป็นขั้นตอนบังคับตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม หากปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าบุคคลซึ่งต้องรับโทษนั้นมิใช่ผู้กระทำผิด บุคคลนั้นหรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิก็สามารถยื่นคำร้องขอให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ซึ่งศาลก็จะทำการไต่สวนคำร้องถ้าศาลเห็นด้วยก็จะให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งถ้าในที่สุดปรากฏตามที่ได้พิจารณาคดีใหม่ว่าบุคคลที่รับโทษนั้นไม่ใช่ผู้กระทำผิด ก็จะมีมาตรการเยียวยาให้แก่บุคคลนั้นตามกฎหมายต่อไป

คดีปกครอง

 คดีปกครอง คือ คดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางการปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง และเป็นคดีในเรื่องดังต่อไปนี้

  1. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางการปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎคำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  2. คดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

  3. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือความรับผิดชอบอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจล่าช้าเกินสมควร

  4. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เช่น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเอกชน ก่อสร้างถนน อาคารเรียน

  5. คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าของรัฐต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลกระทำการหรือละเว้นการกระทำ

  6. คดีที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง เช่น กรณีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด

โดยหลักประชาชนที่มีปัญหาพิพาทกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในเรื่องดังกล่าว และมีความประสงค์จะใช้สิทธิคดีต่อศาลปกครอง สามารถยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีภูมิลำเนาหรือมูลคดีเกิดขึ้น แต่ก็มีบางเรื่องกรณีที่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรง เช่น  คดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกำหนด

ส่วนการเสนอคำฟ้องคดีปกครองนั้น จะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้  เรื่องที่นำมาฟ้องต้องเป็นคดีปกครอง และต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น จากนั้นต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจที่สำคัญคำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการตามที่กำหนดไว้และยื่นโดยถูกวิธี

การฟ้องคดีปกครองไม่มีแบบของคำฟ้องกำหนดไว้เฉพาะ แต่ต้องทำเป็นหนังสือ ฟ้องด้วยวาจาไม่ได้ ใช้ถ้อยคำสุภาพ มีรายการตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือต้องระบุ ชื่อ ที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี คำขอและลายมือชื่อผู้ฟ้องคดี โดยต้องแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปพร้อมคำฟ้อง โดยผู้ฟ้องคดีต้องจัดทำสำเนาคำฟ้องและสำเนาพยานหลักฐานตามจำนวนผู้ถูกฟ้องคดีด้วย

โดยหลักแล้วผู้ฟ้องคดีปกครองต้องผู้มีสิทธิฟ้องคดีกล่าวคือ จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่แล้วผู้เสียหายในคดีปกครองก็คือประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำทางปกครอง แต่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็อาจเป็นผู้เสียหายและฟ้องคดี ปกครองได้เช่นกัน

และในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองนอกเหนือจากการคำนึงถึงผู้มีสิทธิฟ้องแล้วนั้น การยื่นฟ้องจะต้องยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดเช่น    กรณีที่ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองต้องฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี กรณีฟ้องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนด ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ยื่นฟ้องภายใน 1 ปี และถ้าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองต้องฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือ สถานะของบุคคลจะยื่นฟ้องเมื่อใดก็ได้ และในบางกรณีถ้าคู่กรณีมีคำขอหรือศาลปกครองเห็นเองว่าคดีที่ยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีแล้วนั้น จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุ จำเป็นอื่น ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาก็ได้

ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้นหรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนด ซึ่งหากยังไม่มีการอุทธรณ์ตามกฎหมายดังกล่าว ก็ไม่อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ หากมีการอุทธรณ์แล้วและได้มีการสั่งการตามการอุทธรณ์นั้นแล้ว หรือไม่มีการสั่งการภายในระยะเวลาอันสมควรหรือในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงจะสามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ ในกรณีของคดีสัญญาและละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นนั้น ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้เอกชน ผู้ฟ้องคดีต้องขอให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดทางละเมิดหรือตามสัญญาเสียก่อน จึงจะสามารถฟ้องคดีปกครองได้ และสุดท้าย โดยทั่วไปการฟ้องคดีปกครองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล (กรณีการฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือการฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร)

แต่ถ้าเป็นการฟ้องคดีขอให้ศาลสั่งให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สินอันสืบเนื่องจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในอัตราตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เว้นแต่กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล


บริการรับรองลายมือชื่อและเอกสาร

การรับรองลายมือชื่อและเอกสาร คือการที่ ทนายความรับรองเอกสาร หรือลายมือชื่อที่มีการลงชื่อต่อหน้าผู้ทำคำรับรองในเอกสารนั้นๆ หรือรับรองสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงจากต้นฉบับ หรือทำคำรับรองประเภทอื่นๆ รวมทั้งการลงชื่อในฐานะเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านั้นด้วยโดยทนายความผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารจากสภาทนาย ความแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

การส่งเอกสารไปยังต่างประเทศเพื่อติดต่อทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นต้องส่งเอกสารไปมาระหว่างกัน เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจนั้นๆรวมถึงความจำเป็นที่ต้องมีการแปลเอกสารจาก ภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจที่ตรงกันและบังคับใช้ได้ในอีกประเทศหนึ่งนั้น  แต่จะทราบได้อย่างไรว่าเอกสารที่แปลนั้นมีความถูกต้อง จึงจำเป็นต้องมีผู้ที่มีความรู้ดีและมีผู้ยอมรับนับถือในความซื่อสัตย์ต่อ หน้าที่ในการมาเป็นผู้รับรองความมีอยู่จริงของเอกสาร ความถูกต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของเอกสาร รวมถึงความแท้จริงของเจตนาของผู้ที่ลงนามในเอกสารเมื่อผู้รับรองได้รับรอง แล้ว และได้ส่งไปใช้ในอีกประเทศหนึ่ง ผู้รับก็จะเกิดความมั่นใจ ทั้งสองฝ่ายเกิดความมั่นใจในการทำธุรกรรมระหว่างกัน

ขอบเขตงานของ โนตารี่ พับลิค (ทนายความรับรองเอกสาร หรือลายมือชื่อ)

  • รับรองลายมือชื่อของบุคคล

  • รับรองหนังสือมอบอำนาจ

  • รับรองสำเนาเอกสารว่าตรงกับต้นฉบับที่แท้จริง

  • รับรองคำแปลเอกสารหรือรับรองผู้แปลเอกสาร

  • รับรองตำแหน่งและอำนาจของบุคคล/ นิติบุคคล

  • รับรองลายมือชื่อของกรรมการ

  • รับรองฐานะนิติบุคคล ลายมือชื่อ และอำนาจกระทำการของผู้ลงลายมือชื่อในเอกสาร

  • รับรองการจัดทำเอกสารในนามของบริษัท

เราให้บริการท่านทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการให้เอกสารของท่านถูกรับรองจากทนายความโดยถูกต้องตามกฎหมายและเพื่อให้ท่านได้มั่นใจในการดำเนินการเอกสารของท่าน เรายินดีช่วยเหลือท่านทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร หัวหิน และพื้นที่อื่นๆ