สิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดากับบุตร

             ปัจจุบันสถาบันครอบครัวไทยได้มีวิวัฒนาการจากครอบครัวใหญ่ออกไปเป็นครอบครัวเดี่ยว อันประกอบด้วยบิดามารดาและบุตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเจริญสังคม กฎหมายจึงเข้ามามีบทบาทในการวางรากฐานความสัมพันธ์ในครอบครัวและสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดาและบุตรเพื่อให้สอดคล้องกันไปด้วย

             กฎหมายบังคับให้ผู้มีสัญชาติไทยจะต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล  ดังนั้นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิที่จะใช้ชื่อสกุลของบิดา โดยไม่ต้องคำนึงว่าบิดาจะให้ความยินยอมหรือไม่ แต่ในกรณีที่บุตรเกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้สมรสกัน บุตรมีสิทธิเพียงใช้ชื่อสกุลของมารดาเท่านั้น ในขณะเดียวกันการใช้สิทธิในการถือสัญชาตินั้น บุตรที่เกิดจากบิดาหรือมารดาผู้มีสัญชาติไทยย่อมได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งบิดานั้นรวมถึงบิดาตามสายเลือดแม้ว่าจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาก็ตาม  อย่างไรก็ดี  แม้ว่าบุตรจะได้รับสิทธิต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้น บุตรก็ยังถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้สิทธิบางอย่างเพราะขัดกับศีลธรรมหรือขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย เช่น บุตรจะฟ้องบุพการีเป็นคดีแพ่งหรืออาญามิได้ เนื่องจากบุพการีถือเป็นผู้มีอุปการคุณ  การฟ้องคดีบุพการีจึงเป็นคดีอุทลุม แต่ข้อห้ามนี้มิได้ใช้กับทุกคดี จำกัดแต่เพียงคดีที่บุตรจะฟ้องบุพการีในฐานะส่วนตัวที่พึงจะถือได้ว่าเป็นการพิพาทกันระหว่างบุพการีและผู้สืบสันดาน

            นอกจากสิทธิหรือข้อห้ามข้างต้น กฎหมายยังกำหนดหน้าที่ระหว่างบุตรและบิดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เมื่อขณะที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์นั้น บิดามารดาได้ให้การดูแลอุปการะด้านการกินอยู่ ด้านการศึกษาแก่บุตร ต่อมาบิดามารดาได้แก่เฒ่าลงบุตรก็จะต้องเป็นฝ่ายช่วยเหลือ ดูแลบิดามารดาเป็นการตอบแทนกัน ซึ่งหากว่าบุตรไม่ให้การอุปการะดังกล่าวแก่บิดามารดากฎหมายได้กำหนดโทษทางอาญาเอาไว้ด้วย อีกทั้งบิดามารดายังมีสิทธิที่จะฟ้องคดีเรียกเอาค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบุตรได้และในทางตรงกันข้ามหากว่าบิดามารดามิได้ให้การอุปการะบุตรตามสมควรที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้วนั้น แม้ว่าบุตรจะไม่สามารถฟ้องคดีเรียกค่าอุปการะจากบิดามารดาด้วยตนเองได้ เนื่องจากเป็นคดีอุทลุม แต่บุตรก็ยังสามารถที่จะร้องขอให้อัยการเป็นผู้ฟ้องคดีเรียกค่าเลี้ยงดูดังกล่าวได้ สิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดาและบุตรไม่ได้จำกัดเพียงเท่านี้

            การใช้อำนาจปกครองบุตรของบิดามารดา  เป็นอำนาจที่ใช้เพื่อการเลี้ยงดูรักษาบุตรให้เจริญเติบโตต่อไปในภายภาคหน้าซึ่งใครก็ตามที่มิใช่บิดามารดาก็ไม่มีสิทธิเข้าใจยุ่งเกี่ยวในการใช้อำนาจนี้เพราะถือว่าบิดามารดาย่อมมีความรับผิดชอบที่จะใช้อำนาจนี้เพื่อครอบครัว  นอกจากสิทธิในการกำหนดที่อยู่หรืออบรมสั่งสอนบุตรในการใช้อำนาจปกครองแล้วนั้น บิดามารดายังมีสิทธิที่จะจัดการทรัพย์สินของบุตรได้ โดยจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นวิญญูชนพึงกระทำ ส่วนในบางทรัพย์สินที่สำคัญและเป็นการจัดการที่กระทบกระเทือนสิทธิของบุตรมากนั้น กฎหมายกำหนดให้บิดามารดาต้องขออนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำนิติกรรมนั้นได้  แต่อย่างไรก็ดี  แม้ว่ากฎหมายจะให้สิทธิแก่บิดามารดาในการใช้อำนาจปกครองบุตรก็ตาม หากว่าการใช้อำนาจของบิดามารดานั้นไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของบุตร ศาลอาจจะมีคำสั่งให้ถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ และเมื่อศาลได้มีคำสั่งถอนอำนาจการปกครองของบิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดา ผลคือบิดาหรือมารดานั้นไม่สามารถใช้อำนาจการปกครองบุตรได้ต่อไปแต่ทั้งนี้ไม่กระทบไปถึงหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดาที่ยังจะต้องให้การเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ต่อไปดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

           โดยหลักแล้วบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของบิดามารดา เว้นแต่ในบางครั้งอำนาจปกครองจะอยู่กับบิดาหรือมารดาก็ได้ หากว่าเป็นไปตามกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น บิดาหรือมารดาตาย  เมื่ออำนาจในการปกครองบุตรอยู่ที่บิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดานั้น  ผู้ใช้อำนาจปกครองก็จะก่อเกิดสิทธิหลายประการในอันที่จะควบคุมดูแลป้องกันบุตรเพื่อผลประโยชน์ที่บุตรควรจะได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต เช่น  กำหนดที่อยู่ของบุตร ว่ากล่าวสั่งสอนหรือให้บุตรทำงานตามสมควร ในขณะเดียวกันการที่บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรนั้น กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมในการที่จะกระทำการใดๆ แทนบุตรรวมทั้งการชำระหนี้และการทำนิติกรรมแทนบุตรด้วย แม้ว่าบุตรจะไม่ได้ให้ความยินยอมในการกระทำนั้นก็ตาม แต่การกระทำของผู้ใช้อำนาจปกครองนั้นจะต้องชัดแจ้งว่าได้กระทำแทนบุตร ไม่ใช่การกระทำในฐานะส่วนตัว