กฎหมายครอบครัว

ค่าอุปการะเลี้ยงดู

             การที่ครอบครัวจะดำรงอยู่ได้ด้วยความผาสุกนั้น ทุกคนในครอบครัวจะต้องให้การอุปการะกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน กฎหมายจึงได้กำหนดหน้าที่ให้สามีภริยาและบุตรต่างมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน คำว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นไม่ได้หมายความแต่เฉพาะค่าใช้จ่ายในการซื้อหาอาหารมาบริโภคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงค่าใช้จ่ายในที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ค่าเล่าเรียน ฯลฯ และในขณะเดียวกันบุคคลที่มีสิทธิในการจะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู มี 4 จำพวก คือ สามีภริยา บิดามารดากับบุตร ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม

             ในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา บิดามารดากับบุตร ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม กฎหมายได้วางหลักไว้ให้เรียกได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูเลยหรือได้รับแต่ไม่เพียงพอตามอัตภาพของตน เช่น สามีมิได้ให้เงินทองภริยาไว้จับจ่ายใช้สอย หรือไม่ได้จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคเลย ภริยาก็ฟ้องเรียกค่าอุปการะได้ หรือผู้รับบุตรบุญธรรมให้บุตรบุญธรรมทานข้าววันละ 1 มื้อซึ่งไม่เพียงพอตามอัตภาพ บุตรบุญธรรมก็ฟ้องเรียกค่าอุปการะได้ แต่การที่ศาลจะพิพากษาว่าให้ค่าอุปการะเพียงใดนั้นเป็นดุลยพินิจของศาลเอง ซึ่งการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจะต้องฟ้องตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว หากว่าศาลได้มีคำสั่งในเรื่องค่าอุปการะไปแล้ว หากต่อมาภายหลังสามีภริยา บิดามารดา บุตร ผู้ปกครอง ผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรม แสดงให้ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ รายได้หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไข ให้เพิ่ม ลด ถอนค่าอุปการะเลี้ยงดูก็ได้ แต่คำสั่งดังกล่าวของศาลจะต้องเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูในอนาคต จะสั่งให้มีผลย้อนหลังไปในอดีตไม่ได้และโดยหลักของการให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นจะต้องให้เป็นตัวเงิน เงินนั้นอาจจะตกลงให้เป็นรายสัปดาห์ รายเดือนหรือรายปีก็ได้

             สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวนั้นเป็นสิทธิเฉพาะตัวซึ่งมิอาจสละหรือโอนให้แก่กันได้ เช่น สามีทำสัญญกับภริยาว่าในระหว่างสมรสสามีจะไม่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูใดๆจากสามี ข้อสัญญานี้จึงตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมาย หรือกรณีที่ศาลพิพากษาให้บิดาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นเงินเดือนละ 6000 บาท บุตรจะทำสัญญาโอนค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวให้นายแดงไม่ได้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะเช่นกัน ทั้งนี้ เพราะถ้ายอมให้มีการโอนสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูกันได้ ผู้ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะต้องเดือดร้อนอดตายได้ อย่างไรก็ตามกฎหมายได้ห้ามเฉพาะการสละหรือโอนสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น ไม่ได้ห้ามในเรื่องของการนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับในฐานะค่าอุปการะเลี้ยงดู มาจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลอื่น เพราะเนื่องจากทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ตนแล้ว การจัดการทรัพย์สินของตนไปในทางใดก็สามารถทำได้

 

บุตรบุญธรรม

            การรับบุตรบุญธรรมในปัจจุบันส่วนใหญ่กลายเป็นเรื่องของคนไม่มีบุตร เนื่องจากส่วนใหญ่บุคคลเหล่านี้ในทางจิตวิทยามีความรู้สึกขาดกังวลและความสมบูรณ์ทางจิตใจ ซึ่งการช่วยเลี้ยงเด็กจะก่อให้เกิดความสมบูรณ์ดังกล่าว บรรเทาความเหงาและหว้าเหว่ของตนได้  การรับบุตรบุญธรรมเป็นการกระทำทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายโลหิตให้มีความสัมพันธ์ฉันบิดามารดากับบุตรต่อกัน โดยกฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของผู้รับบุตรบุญธรรมไว้ว่าต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีและแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี

           เมื่อการรับบุตรบุญธรรมเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรที่มีผลมาตามกฎหมายอันเนื่องจากการรับบุตรบุญธรรม มิใช่เป็นความสัมพันธ์ทางสายโลหิต ฉะนั้นการรับบุตรบุญธรรมจึงอาจมีการเลิกกันได้ หากคู่กรณีทุกฝ่ายตกลงกันที่จะเลิกการรับบุตรบุญธรรมหรือมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การรับบุตรบุญธรรมต้องเลิกกัน เช่นผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม แต่สำหรับกรณีที่ผู้รับบุตรบุญธรรมตายนั้นไม่มีผลเป็นการเลิกรับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมยังมีสิทธิในการรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมได้ เพียงแต่อำนาจปกครองผู้เยาว์ก็จะกลับไปเป็นของบิดามารดาโดยกำเนิดนั้นเอง

            แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของความสมบูรณ์ของการรับบุตรบุญธรรมนั้นจะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมได้ร้องขอต่อนายทะเบียนให้มีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เมื่อได้จดทะเบียนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว บุตรบุญธรรมย่อมจะมีสถานะเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผุ้รับบุตรบุญธรรม สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจึงเป็นไปเช่นเดียวกับสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดาและบุตร บิดามารดาโดยแท้จริงของบุตรย่อมหมดอำนาจปกครองไปตั้งแต่วันเวลาที่ได้เป็นบุตรบุญธรรมแล้ว อย่างไรก็ดีบุตรบุญธรรมนั้นไม่เสียสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ตนกำเนิดมา ส่งผลให้ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิในการรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมด้วย

              การรับบุตรบุญธรรมนั้นเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องรับทราบและให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมด้วย ผู้ที่ต้องให้ความยินยอม ได้แก่ ตัวบุตรบุญธรรมเอง  บิดามารดาของบุตรบุญธรรม ผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์หรือแม้แต่สามีภริยาของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมด้วย นอกจากเรื่องของความยินยอมแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้ผู้เยาว์จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดๆได้เพียงคนเดียว เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสผู้รับบุตรบุญธรรม

ผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง

             ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า บุคคลที่ยังเป็นผู้เยาว์นั้นจะให้บิดามารดาเป็นผู้คุ้มครองดูแลปกป้อง อย่างไรก็ดีหากบิดามารดาตายหรือหายไปไม่มีใครทราบว่าไปอยู่ที่ไหนหรือถูกถอนอำนาจการปกครองก็จำเป็นที่จะต้องมีบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนบิดามารดา บุคคลเช่นว่านี้คือผู้ปกครอง ผู้ปกครองจะต้องเป็นบุคคลบรรลุนิติภาวะที่ศาลตั้งขึ้นเพื่อมีหน้าที่ในการปกครองผู้เยาว์ โดยการใช้ดุลยพินิจของศาลในการตั้งจะคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ

             เมื่อมีจุดเริ่มต้น ก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ความปกครองข้างต้นจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อผู้เยาว์หรือผู้อยู่ใต้ปกครองตายหรือได้บรรลุนิติภาวะแล้ว เพราะความจำเป็นที่จะต้องมีผู้ปกครองย่อมหมดสิ้นไป ซึ่งรวมไปถึงการที่ศาลมีคำสั่งถอนผู้ปกครองเนื่องจากใช้อำนาจโดยมิชอบหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ด้วย แต่อย่างไรก็ตามหากว่าความปกครองระหว่างผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองสิ้นสุดด้วยสาเหตุว่าผู้เยาว์นั้นกลายเป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว ความปกครองก็จะถูกถ่ายโอนไปให้กับผู้อนุบาลที่จะเข้ามาดูแลคุ้มครองปกป้องผลประโยชน์ โดยผู้อนุบาลนั้นก็จะมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกันกับผู้ปกครองที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นด้วย

             อย่างไรก็ดี เรื่องที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้ปกครองคือ การทำความเข้าใจกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ว่า ผู้ปกครองต้องทำบัญชีทรัพย์ของผู้อยู่ใต้ปกครองให้ศาลยอมรับก่อนที่ผู้ปกครองจะจัดการใดๆเกี่ยวกับทรัพย์ของผู้อยู่ใต้ปกครองทั้งนี้หากว่าผู้ปกครองมีหนี้ที่ให้คุณหรือโทษกับผู้ใต้ปกครองก็จะต้องแจ้งให้ศาลรับทราบด้วย ส่วนในเรื่องการดูแลอุปการะผู้เยาว์ ผู้ปกครองมีอำนาจดั่งเช่นบิดามารดาของผู้เยาว์แต่จะต้องใช้จ่ายเงินของผู้เยาว์เฉพาะเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่ผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือจะต้องนำไปลงทุนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ผู้เยาว์ต่อไป เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ในทางตรงกันข้ามแม้ว่ากฎหมายจะให้สิทธิผู้ปกครองในการดูแลผู้เยาว์ดั่งเช่นบิดามารดา แต่ผู้เยาว์หรือผู้อยู่ใต้ปกครอง ไม่มีหน้าที่ในการเลี้ยงดูผู้ปกครองเป็นการตอบแทนหรือให้บำเหน็จแต่อย่างใด เพราะการทำหน้าที่ของผู้ปกครองคือการเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของญาติและสังคมส่วนรวม

            ในการดูแลคุ้มครองผู้เยาว์ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองได้โดยสะดวกและไม่ต้องกังวลว่าจะต้องขออนุญาตใครก่อน ดังนั้นจำนวนผู้ปกครองที่จะมีได้ในคราวหนึ่งจะต้องมีเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ทั้งนี้หากมีเหตุสมควรศาลจะตั้งผู้ปกครองหลายคนก็ได้ และเมื่อศาลมีคำสั่งความเป็นผู้ปกครองก็จะเริ่มตั้งแต่วันที่บุคคลนั้นได้ทราบคำสั่งของศาล

สิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดากับบุตร

             ปัจจุบันสถาบันครอบครัวไทยได้มีวิวัฒนาการจากครอบครัวใหญ่ออกไปเป็นครอบครัวเดี่ยว อันประกอบด้วยบิดามารดาและบุตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเจริญสังคม กฎหมายจึงเข้ามามีบทบาทในการวางรากฐานความสัมพันธ์ในครอบครัวและสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดาและบุตรเพื่อให้สอดคล้องกันไปด้วย

             กฎหมายบังคับให้ผู้มีสัญชาติไทยจะต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล  ดังนั้นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิที่จะใช้ชื่อสกุลของบิดา โดยไม่ต้องคำนึงว่าบิดาจะให้ความยินยอมหรือไม่ แต่ในกรณีที่บุตรเกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้สมรสกัน บุตรมีสิทธิเพียงใช้ชื่อสกุลของมารดาเท่านั้น ในขณะเดียวกันการใช้สิทธิในการถือสัญชาตินั้น บุตรที่เกิดจากบิดาหรือมารดาผู้มีสัญชาติไทยย่อมได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งบิดานั้นรวมถึงบิดาตามสายเลือดแม้ว่าจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาก็ตาม  อย่างไรก็ดี  แม้ว่าบุตรจะได้รับสิทธิต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้น บุตรก็ยังถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้สิทธิบางอย่างเพราะขัดกับศีลธรรมหรือขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย เช่น บุตรจะฟ้องบุพการีเป็นคดีแพ่งหรืออาญามิได้ เนื่องจากบุพการีถือเป็นผู้มีอุปการคุณ  การฟ้องคดีบุพการีจึงเป็นคดีอุทลุม แต่ข้อห้ามนี้มิได้ใช้กับทุกคดี จำกัดแต่เพียงคดีที่บุตรจะฟ้องบุพการีในฐานะส่วนตัวที่พึงจะถือได้ว่าเป็นการพิพาทกันระหว่างบุพการีและผู้สืบสันดาน

            นอกจากสิทธิหรือข้อห้ามข้างต้น กฎหมายยังกำหนดหน้าที่ระหว่างบุตรและบิดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เมื่อขณะที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์นั้น บิดามารดาได้ให้การดูแลอุปการะด้านการกินอยู่ ด้านการศึกษาแก่บุตร ต่อมาบิดามารดาได้แก่เฒ่าลงบุตรก็จะต้องเป็นฝ่ายช่วยเหลือ ดูแลบิดามารดาเป็นการตอบแทนกัน ซึ่งหากว่าบุตรไม่ให้การอุปการะดังกล่าวแก่บิดามารดากฎหมายได้กำหนดโทษทางอาญาเอาไว้ด้วย อีกทั้งบิดามารดายังมีสิทธิที่จะฟ้องคดีเรียกเอาค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบุตรได้และในทางตรงกันข้ามหากว่าบิดามารดามิได้ให้การอุปการะบุตรตามสมควรที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้วนั้น แม้ว่าบุตรจะไม่สามารถฟ้องคดีเรียกค่าอุปการะจากบิดามารดาด้วยตนเองได้ เนื่องจากเป็นคดีอุทลุม แต่บุตรก็ยังสามารถที่จะร้องขอให้อัยการเป็นผู้ฟ้องคดีเรียกค่าเลี้ยงดูดังกล่าวได้ สิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดาและบุตรไม่ได้จำกัดเพียงเท่านี้

            การใช้อำนาจปกครองบุตรของบิดามารดา  เป็นอำนาจที่ใช้เพื่อการเลี้ยงดูรักษาบุตรให้เจริญเติบโตต่อไปในภายภาคหน้าซึ่งใครก็ตามที่มิใช่บิดามารดาก็ไม่มีสิทธิเข้าใจยุ่งเกี่ยวในการใช้อำนาจนี้เพราะถือว่าบิดามารดาย่อมมีความรับผิดชอบที่จะใช้อำนาจนี้เพื่อครอบครัว  นอกจากสิทธิในการกำหนดที่อยู่หรืออบรมสั่งสอนบุตรในการใช้อำนาจปกครองแล้วนั้น บิดามารดายังมีสิทธิที่จะจัดการทรัพย์สินของบุตรได้ โดยจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นวิญญูชนพึงกระทำ ส่วนในบางทรัพย์สินที่สำคัญและเป็นการจัดการที่กระทบกระเทือนสิทธิของบุตรมากนั้น กฎหมายกำหนดให้บิดามารดาต้องขออนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำนิติกรรมนั้นได้  แต่อย่างไรก็ดี  แม้ว่ากฎหมายจะให้สิทธิแก่บิดามารดาในการใช้อำนาจปกครองบุตรก็ตาม หากว่าการใช้อำนาจของบิดามารดานั้นไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของบุตร ศาลอาจจะมีคำสั่งให้ถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ และเมื่อศาลได้มีคำสั่งถอนอำนาจการปกครองของบิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดา ผลคือบิดาหรือมารดานั้นไม่สามารถใช้อำนาจการปกครองบุตรได้ต่อไปแต่ทั้งนี้ไม่กระทบไปถึงหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดาที่ยังจะต้องให้การเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ต่อไปดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

           โดยหลักแล้วบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของบิดามารดา เว้นแต่ในบางครั้งอำนาจปกครองจะอยู่กับบิดาหรือมารดาก็ได้ หากว่าเป็นไปตามกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น บิดาหรือมารดาตาย  เมื่ออำนาจในการปกครองบุตรอยู่ที่บิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดานั้น  ผู้ใช้อำนาจปกครองก็จะก่อเกิดสิทธิหลายประการในอันที่จะควบคุมดูแลป้องกันบุตรเพื่อผลประโยชน์ที่บุตรควรจะได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต เช่น  กำหนดที่อยู่ของบุตร ว่ากล่าวสั่งสอนหรือให้บุตรทำงานตามสมควร ในขณะเดียวกันการที่บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรนั้น กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมในการที่จะกระทำการใดๆ แทนบุตรรวมทั้งการชำระหนี้และการทำนิติกรรมแทนบุตรด้วย แม้ว่าบุตรจะไม่ได้ให้ความยินยอมในการกระทำนั้นก็ตาม แต่การกระทำของผู้ใช้อำนาจปกครองนั้นจะต้องชัดแจ้งว่าได้กระทำแทนบุตร ไม่ใช่การกระทำในฐานะส่วนตัว

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร  

             เมื่อชายและหญิงอยู่กินฉันสามีภริยาจนเกิดบุตร การที่จะกำหนดให้บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรของใครนั้น  ในด้านของมารดาไม่มีปัญหาเพราะเป็นที่พิสูจน์ได้อีกทั้งกฎหมายได้รับรองไว้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ เด็กถือเป็นบุตรโดยชอบของมารดาทั้งสิ้น ส่วนในกรณีของบิดานั้นพิสูจน์ได้ยากจึงต้องมีกฎหมายวางบทสันนิษฐานเอาไว้ เช่น ในกรณีที่เด็กเกิดขณะหญิงเป็นภริยาชายนั้นถือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชาย  ส่วนในกรณีการสมรสที่ชายหรือหญิงมีคู่สมรสของตนอยู่แล้ว ทำให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะหรือเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะไม่ว่ากรณีใด ๆ ตามที่ได้กล่าวไปในบทความก่อน ๆ  บุตรที่เกิดมานั้น กฎหมายให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีที่ได้จดทะเบียนสมรสซ้อน หรือจดทะเบียนกันก่อนที่ศาลพิพากษาให้เป็นโมฆะนั่นเอง  ข้อสันนิษฐานเช่นนี้ให้ใช้กับกรณีที่การสมรสที่เป็นโมฆียะซึ่งถูกศาลเพิกถอนภายหลังด้วย  เนื่องจากการเพิกถอนไม่กระทบกระเทือนต่อการเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายและหญิง แต่อย่างไรก็ตามหากเป็นกรณีที่หญิงไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชาย แต่เกิดการตั้งครรภ์จนคลอดบุตรออกมานั้น เด็กที่เกิดออกมานั้นถือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงเพียงผู้เดียวเท่านั้น บิดาจึงไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและไม่ใช้ผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรแต่อย่างใด

           จากกรณีบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันทำให้บุตรเป็นบุตรโดยชอบของมาดาเพียงผู้เดียวข้างต้นนั้นกฎหมายได้กำหนดช่องทางที่จะทำให้บุตรเป็นบุตรโดยชอบของบิดาได้ หากว่าได้ดำเนินการดังต่อไปนี้ ลำดับแรก บิดาและมารดาของเด็กได้ไปจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง หรือจะดำเนินการให้บิดาและมารดาพร้อมกับเด็กได้ไปจดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตร ซึ่งในกรณีนี้มารดาและเด็กจะต้องให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนได้ และเด็กจะต้องมีอายุตั้งแต่ ๗ ปี  ขึ้นไปและสามารถให้ความยินยอมได้ (สามารถตอบคำถามเจ้าพนักงานได้)  โดยสามารถไปติดต่อขอจดทะเบียนรับรองบุตรได้ที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ หรือลำดับสุดท้ายคือ ให้บิดาหรือมารดาหรือเด็กฟ้องคดีต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาว่าเป็นบิดาหรือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

           ในกรณีที่ได้มีการปฏิบัติลำดับข้างต้นอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วนั้น  มีผลให้ถือว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนับตั้งแต่วันที่เด็กเกิดเป็นต้นไป ซึ่งผลของการที่เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดานั้น ก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายอันเป็นประโยชน์ต่อตัวบุตรหลายประการ ไม่ว่าจะสิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตร  สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาล สิทธิในมรดก ในขณะเดียวกันบิดามารดาสามารถใช้อำนาจปกครองบุตรและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมได้อย่างเต็มที่ด้วย

ความเป็นโมฆะของการสมรส

             หากการสมรสใดทำโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรส 8 ประการ ในบทความ“เงื่อนไขแห่งการสมรส”  ก็จะมีผลแตกต่างกันไปด้วย  หากเป็นเรื่องสำคัญ ผลแห่งการฝ่าฝืนก็จะเป็นโมฆะ คำว่า “โมฆะ” คือความเสียเปล่า หรือไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ โดยการสมรสจะเป็นโมฆะได้มี 4 กรณีคือ การที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบ้า, การที่ชายและหญิงนั้นเป็นญาติมีสายเลือดเดียวกัน, การสมรสซ้อน และ การสมรสที่คู่สมรสไม่ได้ยินยอมที่จะเป็นสามีภริยากัน

             ด้วยลักษณะของกฎหมายครอบครัวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน    ดังนั้นในการกล่าวอ้างว่า การสมรสใดเป็นโมฆะ มิใช่ว่าบุคคลใด ๆ จะกล่าวอ้างก็ได้ จะต้องให้ศาลได้มีคำพิพากษาว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะก่อน อย่างไรก็ตามหากการสมรสนั้นเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนเงื่อนไข   การสมรสซ้อน กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างทันทีเลยก็ย่อมได้หรือจะขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้เช่นกัน

             ต่อมาเมื่อศาลได้แสดงความเป็นโมฆะของการสมรสแล้วคำพิพากษาดังกล่าวจะทำให้เกิดผล กล่าวคือ ในเรื่องของทรัพย์สิน ถือว่าไม่มีความสันพันธ์ใดต่อกันเลยของสามีภริยาตั้งแต่ต้น  ทรัพย์สินที่หากันมาได้ระหว่างการสมรสที่เป็นโมฆะนี้ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายเท่าๆกัน จึงต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนในเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวของสามีภรรยา กฎหมายเห็นว่าไม่สามารถทำให้กลับสู่สภาพเดิมได้ตั้งแต่แรก จึงให้มีผลนับแต่วันที่ศาลได้แสดงความเป็นโมฆะ แต่หากคู่สมรสฝ่ายที่สุจริตได้สิทธิใดๆ มาก่อนการที่ศาลจะมีคำพิพากษาก็ไม่เสียสิทธิไป เช่น สิทธิในการรับมรดกของสามี นอกจากนี้ถ้าหากชายหรือหญิงฝ่ายเดียว เป็นฝ่ายสมรสโดยสุจริต ฝ่ายนั้นก็ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากฝ่ายที่ไม่สุจริตได้

            การสมรสที่เป็นโมฆะนี้ ในบางครั้งอาจจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก กฎหมายจึงให้ความคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริตไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการสมรสที่เป็นโมฆะนี้ เช่น   พี่ชายกับน้องสาวสมรสกันต่อมาไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ในครอบครัวอันเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา  ดังนั้นแม้ว่าศาลจะพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ พี่ชายและน้องสาวดังกล่าวก็ยังคงต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้น  และผลประการสุดท้ายคือในกรณีของบุตร เด็กที่เกิดในเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือภายใน 310 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ บุตรที่เกิดมานั้นมีสถานะเป็นลูกของชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามี เพราะกฎหมายเห็นว่าบุตรไม่มีส่วนร่วมในการกระทำการสมรสอันเป็นโมฆะจึงควรได้รับความคุ้มครองให้เป็นบุตรโดยชอบของทั้งสามีและภริยา

หนี้สินระหว่างสามีภริยา

          การสมรสไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น หากยังมีเรื่องของหนี้สินและความรับผิดทั้งทางส่วนตัวและในทางที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินระหว่างสามีภริยาหรือหนี้สินส่วนตัวที่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก หนี้สินระหว่างสามีภริยาด้วยกันด้วยว่าจะบังคับกันได้แค่ไหนเพียงใด เช่น ในระหว่างสมรส สามีทำสัญญากู้เงินสินส่วนตัวของภริยาไปใช้เป็นการส่วนตัวเช่นนี้ หนี้จะเกิดหรือไม่ ซึ่งจะกล่าวกันต่อไป

           ท่านอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่า สินสมรสระหว่างสามีภริยานั้น จะกลับมาเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายก็ต่อเมื่อการสมรสนั้นได้สิ้นสุดลง ซึ่งหลายคนเป็นกังวลว่า หากรอให้การสมรสนั้นสิ้นสุดลงหรือคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์และเป็นการยุ่งยากที่จะเรียกทรัพย์ที่เป็นสินสมรสกลับมาเป็นสินส่วนตัวของต้น กฎหมายจึงเปิดช่องให้คู่สมรสที่เกรงว่าจะเกิดกรณีดังกล่าว ร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้แยกสินสมรสก็ได้ ซึ่งจะทำให้ทรัพย์สินที่เคยเป็นสินสมรสตกเป็นสินส่วนตัวของสามีและภริยาอย่างละครึ่ง แต่ทั้งนี้ก็แยกสินสมรสก็ไม่ทำให้หน้าที่หรือความรับผิดในการออกค่าใช้จ่ายในครอบครัวระหว่างสามีภริยาหมดไป คู่สมรสยังคงต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่าย คนไหนมีมากก็ออกมาก คนไหนมีน้อยก็ออกน้อย ทั้งนี้เพื่อให้ครอบครัวสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป

          ความรับผิดในหนี้สินของสามีภริยานั้น มี 2 กรณีคือ ความรับผิดในหนี้ที่มีอยู่ก่อนสมรสและความรับผิดในหนี้ที่เกิดระหว่างสมรส  ในกรณีแรกนั้น โดยหลักทั่วไป ตามธรรมชาติของมนุษย์ใครเป็นผู้ก่อหนี้ ผู้นั้นก็ต้องเป็นคนชดใช้ เช่นเดียวกันหากสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนี้ก่อนสมรสก็เป็นหน้าที่ของสามีหรือภริยานั้นที่จะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ส่วนถ้าเป็นกรณีที่หนี้นั้นเกิดระหว่างสามีภริยาได้สมรสกันแล้ว อาจจะเป็นหนี้ส่วนของสามีภริยาหรืออาจจะเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันก็ได้ หากคู่สมรสฝ่ายใดก่อหนี้ก็ถือเป็นหนี้ส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายนั้น แต่จะมีหนี้บางประการเท่านั้นที่กฎหมายได้กำหนดให้เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ซึ่งทำให้การบังคับว่าสามีภริยาต้องรับผิดชอบร่วมกัน หนี้เหล่านั้นได้แก่ หนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน หรือสิ่งจะเป็นของครอบครัว หนี้เกี่ยวข้องกับสินสมรส หนี้อันเกิดจากงานที่สามีภริยาทำด้วยกัน และหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นส่วนตัว แต่คู่สมรสอีกฝ่ายไปรับรองให้ การที่เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าหนี้แบบไหนอยู่ในความรับผิดของใคร เพื่อช่วยให้การบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของคู่สมรส เป็นไปโดยถูกต้อง หากหนี้นั้นเป็นหนี้ส่วนตัว การชำระหนี้ก็ต้องบังคับกับสินส่วนตัว แต่เมื่อใดที่หนี้นั้นเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาการชำระหนี้ก็ต้องบังคับเอาแก่สินสมรส

ทรัพย์สินและการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

           เมื่อได้จดทะเบียนเป็นสามีภริยาตามกฎหมายแล้ว จะต้องแบ่งและจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไร ตามกฎหมายของไทย ได้กำหนดทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาไว้ 2 ประเภท ได้แก่ ทรัพย์สินที่สามีหรือภริยามีอยู่ก่อนที่จะทำการสมรส เรียกว่า “สินส่วนตัว” และทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้มาหลังจากที่ทำการสมรส เรียกว่า “สินสมรส” และเพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้เข้าใจว่า ทรัพย์ชนิดใดเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์ชนิดใดเป็นสินสมรส ผู้เขียนจะขออธิบายให้เข้าใจดังนี้

            สินส่วนตัว มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ซึ่งประกอบด้วย ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส ไม่ว่าจะมีราคาเท่าใด   จะมีทะเบียนหรือไม่ เป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นเจ้าของทั้งสิ้น  ถึงแม้ภายหลังสมรสสามีภริยาจะได้ใช้ทรัพย์นั้นร่วมกันก็ไม่ทำให้สินส่วนตัวกลายเป็นสินสมรสไปได้ สินส่วนตัวยังรวมไปถึงเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องประดับ เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพ แม้จะนำเงินที่เป็นสินสมรสไปซื้อ ข้าวของเครื่องใช้นั้นก็ยังเป็นสินส่วนตัว ซึ่งสินส่วนตัวยังหมายถึงกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับทรัพย์สินมาโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา ไม่ว่าเวลาที่รับทรัพย์สินนั้นมาจะเป็นภายหลังการจดทะเบียนสมรสก็ตาม เช่นเดียวกันการยกทรัพย์สินให้ระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสจะแปรสภาพเป็นสินส่วนตัวด้วย ส่วนของหมั้นที่ฝ่ายชายได้มอบให้ฝ่ายหญิง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิงทันทีนับแต่ที่ได้รับมอบของหมั้น

           ส่วนสินสมรส เป็นทรัพย์สินที่สามีภริยามีกรรมสิทธิ์และหน้าที่ในการจัดการร่วมกัน เมื่อชายและหญิง  มีการจดทะเบียนสมรสกันแล้วทรัพย์สินที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรับมา ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้หลังจากจดทะเบียนสมรสกันย่อมเป็นสินสมรสทั้งสิ้น สินสมรสในทางกฎหมายไทยได้กำหนดไว้ 3 ชนิด ซึ่งได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส โดยไม่ต้องคำนึงว่าฝ่ายใดจะหามา หากทรัพย์ที่ได้เป็นส่วนควบหรือดอกผลของสินสมรส ทรัพย์นั้นก็มีสถานะเป็นสินสมรสได้ด้วย และในขณะเดียวกัน หากสินส่วนตัวมีดอกผล ไม่ว่าจะเป็นดอกผลธรรมดา เช่น พวกลูกไม้ ผลไม้ หรือเป็นดอกผลนิตินัย เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย หากว่าได้มาระหว่างการสมรสก็จะเป็นสินสมรส และสินสมรสประเภทสุดท้ายคือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาโดยพินัยกรรมหรือการให้ที่มีข้อความระบุว่าให้เป็นเป็นสินสมรส

             การจัดการทรัพย์สิน สองประเภทระหว่างสามีภริยา ซึ่งในประเทศได้กำหนดบทกฎหมายว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังต่อไปนี้

            กรณีทรัพย์สินใดเป็นสินส่วนตัว กฎหมายได้ให้อำนาจแก่คู่สมรสฝ่ายที่เป็นเจ้าของสามารถใช้อำนาจจัดการได้เองโดยลำพัง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การจัดการทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึง   การบำรุงรักษา สงวนไว้ หรือทำให้เพิ่มประโยชน์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังรวมการจำหน่าย จำนอง จำนำหรือทำให้เกิดภาระติดพันในทรัพย์สินนั้นด้วย เช่น หญิงมีที่ดินหนึ่งแปลงเป็นสินส่วนตัว หญิงสามารถขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เป็นสามีแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างกับกรณีของการจัดการสินสมรส เนื่องจากว่าคำว่า สินสมรส คือทรัพย์สินที่มีสามีภริยาเป็นเจ้าของ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการจัดการสินสมรส กฎหมายให้อำนาจแก่สามีภริยาที่จะจัดการสินสมรสโดยลำพังได้ เว้นแต่เป็นการจัดการในทรัพย์สินที่สำคัญซึ่งจะต้องจัดการร่วมกันเท่านั้น ซึ่งสินสมรสที่สามีและภรรยามีความจำเป็นที่จะต้องจัดการร่วมกัน เช่น การขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก จำนองอสังหาริมทรัพย์ ก่อตั้งหรือเพิกถอนภาระจำยอมสิทธิเหนือพื้นดินอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์มากกว่าสามปี การให้กู้ยืมและอื่นๆตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้

            การที่กฎหมายได้กำหนดเป็นข้อบังคับให้คู่สมรส หรือสามีภริยาต้องจัดการสินสมรสในกรณีข้างต้นที่ได้ยกตัวอย่างไปนั้น เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากปล่อยให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายได้จัดการโดยลำพังอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ครอบครัว หรือสร้างภาระผูกพันแก่ครอบครัวจนเกินสมควร ซึ่งอาจจะก่อปัญหาในภายหลังได้ กฎหมายจึงกำหนดหลักเกณฑ์ให้สามีภริยาได้ปฏิบัติตาม เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของครอบครัว และตัวคู่สมรสเอง

สัญญาระหว่างสามีภริยา

           สามีภริยาสามารถทำสัญญาต่อกันได้  ไม่ว่าจะเป็นสัญญาก่อนสมรส หรือสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งกฎหมายได้เปิดโอกาสให้สามีภริยาเลือกวิธีการจัดการทรัพย์สินที่เหมาะสมกับครอบครัวตนเองเพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งความผาสุกในครอบครัว

            การทำสัญญาก่อนสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สิน  ในประเทศไทยนั้น สามีภริยาจะต้องจดแจ้งสัญญาดังกล่าวไว้ในทะเบียนสมรสหรือจะทำเป็นหนังสือแยกต่างหากแนบไว้ท้ายทะเบียนสมรสก็ได้

             ตามหลักของการทำสัญญาก่อนสมรสเมื่อทำขึ้นแล้วจะผูกพันคู่สมรสตลอดไปจะเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสนั้นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หากว่าคู่สมรสขืนตกลงเปลี่ยนแปลงสัญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือคู่สมรสกำหนดเงื่อนไขหรือข้อสัญญาให้สามารถแก้ไขสัญญาก่อนสมรส ถึงเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมาย ก็จะไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสัญญาก่อนสมรสแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามแม้กฎหมายให้สิทธิคู่สมรสในการกำหนดระบบจัดการทรัพย์สินให้แตกต่างจากบทกฎหมาทั่วไปในเรื่องการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาได้ แต่ผลของการทำสัญญาก่อนสมรสนั้น มีผลผูกพันเฉพาะสามีภริยาที่ทำสัญญากันเท่านั้น สำหรับบุคคลภายนอกยังคงต้องถือตามระบบทรัพย์สินตามกฎหมายทั่วไป เว้นแต่ว่าบุคคลภายนอกนั้นจะได้รู้ว่าสามีภริยาได้ตกลงทำสัญญาก่อนสมรสกัน 

            แต่เมื่อใดที่สามีภริยาทำการสมรสกันแล้ว สามีภริยาย่อมมีสิทธิทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินได้เหมือนบุคคลอื่นทั่ว ๆ ไป สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น สัญญาที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นทรัพย์สิน เช่น สัญญายกทรัพย์สินให้แก่กัน สัญญาซื้อขาย สัญญาแลกเปลี่ยน ยังรวมไปถึงสัญญาเพื่อแบ่งสินสมรส สัญญาระหว่างสมรสกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบเอาไว้เป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ดีห้ามไม่ให้ทำสัญญาระหว่างสมรสในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกัน เช่น การซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน การให้กู้ยืม การให้เช่า เป็นต้น เนื่องจากการทำสัญญาระหว่างสมรสนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจตกอยู่ในอิทธิพลของความรักความเสน่หา ทำให้จำต้องยอมทำสัญญาระหว่างสมรสซึ่งทำให้ตนเองเสียประโยชน์ กฎหมายจึงอนุญาตให้สามีหรือภริยาบอกล้างสัญญานั้นได้ในระหว่างสมรสหรือภายในหนึ่งปีนับจากการสมรสสิ้นสุดลง ซึ่งการบอกล้างสัญญานั้น ก็จะทำให้สามีภริยากลับคืนสู่สถานะเดิม ดังว่าไม่เคยได้ทำสัญญาระหว่างสมรส

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

            ตามประเพณีของไทย เมื่อชายและหญิงสมรสกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพก็มักจะบอกเสมอว่า เมื่อแต่งงานกันแล้วก็ต้องอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างครอบครัว ช่วยเหลือพึงพาอาศัยกัน และนี่คือความสัมพันธ์ทางสังคม ในขณะเดียวกัน ชายและหญิงจะมีสถานะเป็นสามีภริยาอย่างถูกต้องสมบูรณ์ และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายนั้น ผู้ที่เป็นสามีภริยาจะต้องอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาและช่วยเหลืออุปการะกัน ตามความสามารถและฐานะของแต่ละคน การอยู่กินฉันสามีภริยาย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงการอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ร่วมชีวิตในการครองเรือนและร่วมประเวณีกัน ส่วนการช่วยเหลืออุปการะ คือการช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวเพื่อให้ครอบครัวดำรงอยู่ด้วยความผาสุก เช่น การดูแลบ้าน การดูแลบุตร และการให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือเครื่องใช้อุปโภคบริโภค และหน้าที่ของสามีภริยานั้นจะต้องซื่อสัตย์ในความรักต่อกัน สามีและภริยาจะต้องไม่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับบุคคลอื่น หากประพฤติผิดหน้าที่คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนได้ ทั้งนี้เราทราบกันดีว่า ปัจจุบันรัฐให้การสนับสนุนในเรื่องสิทธิของชายและหญิงที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นในเรื่องการใช้คำนำหน้าและชื่อสกุลของหญิง  สามารถที่จะเลือกใช้คำนำหน้า เป็นนางสาว หรือนางก็ได้ จะเปลี่ยนนามสกุลไปใช้ของสามีหรือจะใช้นามสกุลของตนตามเดิมก็ย่อมได้  ในขณะเดียวกัน การสมรสไม่ทำให้สัญชาติของสามีภริยาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่อย่างไรก็ตามหากคนต่างด้าวต้องการจะได้สัญชาติไทยตามคู่สมรสก็ย่อมทำได้  โดยต้องขออนุญาตกับหน่วยงานที่มีอำนาจ และนอกจากที่กล่าวไปนั้น กฎหมายยังให้ถือถิ่นที่อยู่ที่สามีภริยาอยู่กินด้วยกันเป็นภูมิลำเนาของสามีภริยาด้วย ส่วนสิทธิอื่นๆ  สามีและภริยามีสิทธิว่ากล่าวตักเตือนหรือสั่งสอนกันด้วยวาจาและมีสิทธิที่จะป้องกันชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียงของคู่สมรสอีกฝ่ายจากการกระทำของบุคคลภายนอก

              แต่ในบางครั้งเมื่อชายและหญิงอยู่กินฉันสามีภรรยากันไปสักระยะหนึ่ง ด้วยธรรมชาติของคนสองคนมาใช้ชีวิตร่วมกันก็ย่อมกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ในบ้างครั้งการกระทบกระทั่งก็ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทำให้เป็นปัญหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทำร้ายร่างกายคู่สมรส  ปัญหาคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นบ้าหรือวิกลจริต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าเมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น เราควรทำอย่างไรต่อไป แยกกันอยู่ได้ไหม ต้องเลี้ยงดูคู่สมรสอย่างไร

             กฎหมายให้สิทธิแก่คู่สามีภรรยาในการที่จะตกลงกันเพื่อแยกกันอยู่เป็นการชั่วคราวได้ในกรณีมีเหตุจำเป็น เช่นคู่สมรสไม่สามารถอยู่กินด้วยปกติสุขได้ จะทำให้หมดหน้าที่ในการอยู่กินร่วมกันแต่สถานะความเป็นสามีภรรยาไม่ถือว่าสิ้นสุดลงไปด้วย แต่การตกลงแยกกันอยู่เป็นการชั่วคราวนั้นจะต้องไม่เกิน 3 ปี หากเกินระยะเวลาดังกล่าว คู่สมรสอีกฝ่ายอาจฟ้องหย่าได้ แต่ในบางกรณีหากคู่สมรสตกลงกันไม่ได้ หากขืนอยู่ด้วยกันต่อไปอาจทำให้สามีหรือภรรยาได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ สามีหรือภรรยาที่ต้องรับอันตรายสามารถมาฟ้องศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้แยกกันอยู่ต่างหากได้ ส่วนในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดบ้าขึ้นมาหรือมีอาการวิกลจริตในระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยานั้นกฎหมายให้สิทธิคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่ปกติ เข้าเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของสามีภรรยาที่ต้องดูแลกัน แต่อย่างไรก็ดี หากว่าคู่สมรสอีกฝ่ายก็เป็นบุคคลวิกลจริตเช่นกัน หรือมีเรื่องโกรธเคืองกันตบตีกันเป็นประจำ ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอศาลให้ตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แทนก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คู่สมรสอีกฝ่ายก็ยังมีหน้าที่ให้ความอุปการะและกระทำการตามสมควรให้คู่สมรสที่วิกลจริตมีความปลอดภัยทางทรัพย์สิน ทางกาย และทางจิตใจด้วย เช่น สามีวิกลจริต ภรรยาก็ต้องดูแลพาไปหาหมอ คอยระวังไม่ให้เดินออกไปนอกถนน เป็นต้น

             การเป็นบุคคลวิกลจริตตามที่กล่าวไปข้างต้น ไม่ได้หมายความถึงผู้มีจิตผิดปกติหรือคนบ้าเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลที่มีอาการผิดปกติ เช่น ขาดความสำนึก ขาดความรู้สึก หรือความรับผิดชอบด้วย เพราะบุคคลดังกล่าวไม่สามารถประกอบกิจการของตน หรือประกอบกิจการส่วนตัวของตนได้ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต้องได้รับความดูแลและเอาใจใส่เป็นพิเศษ ดังนั้นคู่สมรสที่ปกติ ต้องให้การอุปการะดูแล เพื่อให้หน้าที่ของการเป็นคู่สมรสสมบูรณ์ และเป็นที่น่ายกย่องในสังคม