ค่าอุปการะเลี้ยงดู

             การที่ครอบครัวจะดำรงอยู่ได้ด้วยความผาสุกนั้น ทุกคนในครอบครัวจะต้องให้การอุปการะกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน กฎหมายจึงได้กำหนดหน้าที่ให้สามีภริยาและบุตรต่างมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน คำว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นไม่ได้หมายความแต่เฉพาะค่าใช้จ่ายในการซื้อหาอาหารมาบริโภคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงค่าใช้จ่ายในที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ค่าเล่าเรียน ฯลฯ และในขณะเดียวกันบุคคลที่มีสิทธิในการจะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู มี 4 จำพวก คือ สามีภริยา บิดามารดากับบุตร ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม

             ในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา บิดามารดากับบุตร ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม กฎหมายได้วางหลักไว้ให้เรียกได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูเลยหรือได้รับแต่ไม่เพียงพอตามอัตภาพของตน เช่น สามีมิได้ให้เงินทองภริยาไว้จับจ่ายใช้สอย หรือไม่ได้จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคเลย ภริยาก็ฟ้องเรียกค่าอุปการะได้ หรือผู้รับบุตรบุญธรรมให้บุตรบุญธรรมทานข้าววันละ 1 มื้อซึ่งไม่เพียงพอตามอัตภาพ บุตรบุญธรรมก็ฟ้องเรียกค่าอุปการะได้ แต่การที่ศาลจะพิพากษาว่าให้ค่าอุปการะเพียงใดนั้นเป็นดุลยพินิจของศาลเอง ซึ่งการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจะต้องฟ้องตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว หากว่าศาลได้มีคำสั่งในเรื่องค่าอุปการะไปแล้ว หากต่อมาภายหลังสามีภริยา บิดามารดา บุตร ผู้ปกครอง ผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรม แสดงให้ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ รายได้หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไข ให้เพิ่ม ลด ถอนค่าอุปการะเลี้ยงดูก็ได้ แต่คำสั่งดังกล่าวของศาลจะต้องเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูในอนาคต จะสั่งให้มีผลย้อนหลังไปในอดีตไม่ได้และโดยหลักของการให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นจะต้องให้เป็นตัวเงิน เงินนั้นอาจจะตกลงให้เป็นรายสัปดาห์ รายเดือนหรือรายปีก็ได้

             สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวนั้นเป็นสิทธิเฉพาะตัวซึ่งมิอาจสละหรือโอนให้แก่กันได้ เช่น สามีทำสัญญกับภริยาว่าในระหว่างสมรสสามีจะไม่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูใดๆจากสามี ข้อสัญญานี้จึงตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมาย หรือกรณีที่ศาลพิพากษาให้บิดาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นเงินเดือนละ 6000 บาท บุตรจะทำสัญญาโอนค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวให้นายแดงไม่ได้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะเช่นกัน ทั้งนี้ เพราะถ้ายอมให้มีการโอนสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูกันได้ ผู้ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะต้องเดือดร้อนอดตายได้ อย่างไรก็ตามกฎหมายได้ห้ามเฉพาะการสละหรือโอนสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น ไม่ได้ห้ามในเรื่องของการนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับในฐานะค่าอุปการะเลี้ยงดู มาจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลอื่น เพราะเนื่องจากทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ตนแล้ว การจัดการทรัพย์สินของตนไปในทางใดก็สามารถทำได้