การดำเนินคดีปกครอง

            การดำเนินคดีแทนคู่ความ คู่ความอาจดำเนินคดีด้วยตนเองหรือ จะมอบอำนาจให้ทนายความ หรือบุคคลอื่นเป็นผู้ดำเนินการแทนได้  หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนมีการพิพากษา ก็ให้ทายาท ผู้จัดการมรดก ผู้ปกครองทรัพย์ หรือผู้สืบสิทธิมีคำขอเข้าเป็นคู่กรณีแทนผู้ที่ถึงแก่ความตาย โดยศาลมีหมายเรียกให้เข้ามา หรือ มีคำขอเข้ามาเองและคำขอดังกล่าว ต้องยื่นภายใน 1ปี นับแต่วันที่คู่กรณีนั้นเสียชีวิต หากไม่มีคำขอภายในเวลาที่กำหนด ศาลปกครองอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย

             การพิจารณาคดี  ต้องดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว  โดยให้คู่กรณีชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงซึ่งจะต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น เว้นแต่กรณีที่ศาลอนุญาตให้ชี้แจงด้วยวาจาต่อหน้าศาล  ตุลาการเจ้าของสำนวนเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ทราบถึงข้ออ้างหรือข้อแย้งของแต่ละฝ่าย อาจแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ และคู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูพยานหลักฐานที่แต่ละฝ่ายได้ยื่นไว้ในสำนวนได้ แต่หากผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งจากศาลปกครองให้มาให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐานแล้วไม่ดำเนินการตามคำสั่งนั้นภายในระยะเวลาที่ศาลปกครองกำหนดโดยไม่มีเหตุอันควร ศาลปกครองจะสั่งให้จำหน่ายคดีนั้นเสียก็ได้
            เมื่อศาลปกครองได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองในศาลปกครองโดยเปิดเผย ให้ถือว่าวันที่ได้อ่านนั้นเป็นวันที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยแจ้งให้คู่กรณีทราบกำหนดนั้นล่วงหน้า ถ้าไม่มีคู่กรณีมาในวันนัดอ่านผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ศาลปกครองงดการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง แล้วบันทึกไว้และให้ถือว่าวันที่บันทึกเป็นวันที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
            การอุทธรณ์ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองอาจยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นได้ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาดังกล่าวให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันถึงที่สุด แต่หากศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคำอุทธรณ์ใดมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับวินิจฉัย จะไม่รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาก็ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดให้เป็นที่สุด
           การขอให้พิจารณาคดีใหม่ ในกรณีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองแล้ว คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบจากผลแห่งคดี อาจมีคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ได้อันเนื่องมาจาก
           - ศาลปกครองฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ เป็นเหตุให้ข้อเท็จและสาระสำคัญนั้นมีการเปลี่ยนแปลง
           - คู่กรณีที่แท้จริงหรือบุคคลภายนอกนั้นมิได้เข้ามา หรือเข้ามาแต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วมในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี
           - มีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษา
           - ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
           การยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่นั้น ต้องยื่นภายใน 90 วันนับแต่วันที่ผู้นั้นได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้ แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด

ขอขอบคุณแหล่งอ้างอิง : อาจารย์ สุนันทา  เอกไพศาลกุล