เงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งปกครอง

               การออกคำสั่งทางปกครองให้ชอบด้วยกฎหมาย ต้องพิจารณาจากเงื่อนไข 2 เงื่อนไข ได้แก่  เงื่อนไขเกี่ยวกับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง และ เงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจการออกคำสั่งทางปกครอง

เงื่อนไขแรก นั่นก็คือ  “เงื่อนไขเกี่ยวกับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง”

               คู่กรณี คือ ผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบของการออกคำสั่งทางปกครอง จะประกอบไปด้วย ผู้ร้องขอ ผู้ขอคัดค้าน ผู้อยู่ในบังคับคำสั่ง ผู้ซึ่งจะเข้ามาในกระบวนพิจารณา  จะดำเนินการด้วยตนเองหรือ จะมอบอำนาจให้ทนายความ หรือบุคคลอื่นเป็นผู้ดำเนินการแทนได้
               เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่ง คือเจ้าหน้าที่ที่ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายให้มีอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ
               1. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองโดยตรงตามกฎหมายกำหนด เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ นายกเทศมนตรีที่มีอำนาจในการออกคำสั่งตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 เป็นต้น
               2. เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ให้อำนาจในการมอบอำนาจ และบุคคลผู้รับมอบอำนาจ และ การมอบอำนาจให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

เจ้าหน้าที่
               เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองนั้นต้องไม่มีส่วนได้เสียในการออกคำสั่งทางปกครอง เนื่องมาจากฐานของเจ้าหน้าผู้ออกคำสั่ง กล่าวคือ เจ้าหน้าผู้ออกคำสั่งได้ออกคำสั่งทางปกครองให้กับตัวเอง คู่สมรส หรือคู่หมั้นของผู้ออกคำสั่งเอง เช่น ปลัด อ.บ.ต.รักษาการณ์ นายก อ.บ.ต. ออกคำสั่งเลื่อนขึ้นเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่ใน อ.บ.ต.   และ ส่วนได้เสียอันเกิดจากสภาพภายในตัวของเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่ง  เช่น ส่วนได้เสียในเชิงธุรกิจ เป็นต้น
               ในส่วนของขั้นตอนการออกคำสั่งทางปกครอง มีด้วยกันทั้งสิ้น  3 ประการ ดังนี้
               1. การริเริ่มออกคำสั่งทางปกครองที่ต้องมีคำขอและไม่ต้องมีคำขอสำหรับการประกอบกิจการใดๆ
               2. ได้รับคำแนะนำ/การอนุมัติ/ความเห็นชอบ จากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจก่อน จึงจะสามารถออกคำสั่งทางปกครองได้ หากฝ่าฝืนจะถือว่าคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย
               3. ระยะเวลาในการออกคำสั่ง ประกอบไปด้วย ระยะเวลาบังคับ คือ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจไม่ออกคำสั่งทางปกครองในเวลาที่กำหนด คำสั่งจะมีผลเป็นไปตามที่กำหมายให้อำนาจไว้  และ  ระยะเวลาเร่งรัด คือระยะเวลาที่กำหนดว่าต้องมีการดำเนินการออกคำสั่งภายในเวลาที่กำหมายกำหนด
               ส่วนรูปแบบในการออกคำสั่งและการแจ้งคำสั่งนั้น โดยทั่วไป คำสั่งทางปกครองจะไม่มีรูปแบบเว้นแต่กฎหมายที่ให้อำนาจจะกำหนดไว้ แต่ก็ต้องอาศัยหลักกฎหมายในการทำคำสั่งทางปกครอง นั่นก็คือ คำสั่งทางปกครองต้องเป็นคำสั่งที่ชัดแจ้ง ว่าผู้ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองอย่างไร และเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งต้องแจ้งคำสั่งให้ชอบด้วยกำหมาย ไม่ว่าผู้ที่จะต้องถูกบังคับ จะรับทราบข้อความในคำสั่งหรือไม่ ถ้าแจ้งชอบด้วยกำหมายแล้ว ให้ถือว่าผู้ที่จะต้องถูกบังคับตามคำสั่งนั้นรับทราบคำสั่งนั้นแล้ว
              โดยการให้เหตุผลประกอบคำสั่งต้องมีอย่างน้อย  3 รายการ ได้แก่ ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระในการออกคำสั่ง  ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และ ข้อพิจารณา หรือ ข้อสนับสนุนในการใช้ดุลยพินิจ หรือที่เรียกว่าเหตุผลประกอบคำสั่งนั้นเอง หากไม่มีการแจ้งเหตุผลในการออกคำสั่ง คือว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
               การแจ้งสิทธิอุทธรณ์  การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองเป็นสิทธิของผู้รับคำสั่งว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่ก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่ต้องทำการแจ้งสิทธิ์ให้กับผู้รับคำสั่งทราบด้วยทุกครั้ง (ห้ามแจ้งด้วยวาจา) ถ้าผู้รับคำสั่งทางปกครองจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ผู้นั้นต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นก่อนทุกครั้งเช่นกันไม่ว่าคำสั่งนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และต้องแจ้งให้ครบตามเรื่องที่กำหนด หากไม่ครบตามรายการจะถือว่า ไม่มีการแจ้งสิทธิอุทธรณ์ในคำสั่งแต่อย่างใด เว้นแต่เป็นคำสั่งบางประเภทที่ไม่ต้องแจ้งสิทธิอุทธรณ์

เงื่อนไขที่สอง  “เงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจการออกคำสั่งทางปกครอง”
             ขอบอำนาจทางปกครองที่จะให้คำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 ประการ ได้แก่
             1. เงื่อนไขเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุให้ออกคำสั่งทางปกครอง กฎหมายจะบัญญัติไว้ว่าเจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งได้ก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเกิดขึ้น  ข้อเท็จจริงที่กฎหมายกำหนด ว่าจะต้องเกิดขึ้นหรือมีเสียก่อนผู้มีอำนาจออกคำสั่ง ถึงจะออกคำสั่งมาบังคับใช้ ถ้าข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นไม่มีอยู่หรือเกิดขึ้นในเวลาออกคำสั่ง คำสั่งที่ออกไปก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวมีอยู่ด้วยกันหลายประเภทโดยต้องพิจารณาจากการกระทำหรือพฤติการณ์ของบุคคล  คุณภาพของสิ่งของ สถานการณ์ของสังคม  และข้อเท็จจริงที่เป็นนิติกรรมทางปกครอง
             2. เงื่อนไขในเรื่องข้อความในคำสั่ง เนื้อความในคำสั่งนั้นต้องชัดเจน ต้องไม่เป็นการพ้นวิสัย หรือ ขัดกับความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ ไม่ขัดต่อกฎหมาย
             3. เงื่อนไขความมุ่งหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งทางปกครองนั้นต้องสอดคล้องกับประโยชน์สาธารณะที่กฎหมายฉบับที่ให้อำนาจในการออกคำสั่งมุ่งคุ้มครอง
             ถ้าหากการออกคำสั่งทางปกครองไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว ถือว่าคำสั่งทางปกครองดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถแก้ไขคำสั่งทางปกครองได้ถ้าหากศาลปกครองได้พิพากษาว่าเป็นคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งก็ต้องดำเนินการใหม่ตั้งต้น
    

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก ศูนย์อนามัยที่ 4ราชบุรี