ทรัพย์สินและการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

           เมื่อได้จดทะเบียนเป็นสามีภริยาตามกฎหมายแล้ว จะต้องแบ่งและจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไร ตามกฎหมายของไทย ได้กำหนดทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาไว้ 2 ประเภท ได้แก่ ทรัพย์สินที่สามีหรือภริยามีอยู่ก่อนที่จะทำการสมรส เรียกว่า “สินส่วนตัว” และทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้มาหลังจากที่ทำการสมรส เรียกว่า “สินสมรส” และเพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้เข้าใจว่า ทรัพย์ชนิดใดเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์ชนิดใดเป็นสินสมรส ผู้เขียนจะขออธิบายให้เข้าใจดังนี้

            สินส่วนตัว มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ซึ่งประกอบด้วย ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส ไม่ว่าจะมีราคาเท่าใด   จะมีทะเบียนหรือไม่ เป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นเจ้าของทั้งสิ้น  ถึงแม้ภายหลังสมรสสามีภริยาจะได้ใช้ทรัพย์นั้นร่วมกันก็ไม่ทำให้สินส่วนตัวกลายเป็นสินสมรสไปได้ สินส่วนตัวยังรวมไปถึงเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องประดับ เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพ แม้จะนำเงินที่เป็นสินสมรสไปซื้อ ข้าวของเครื่องใช้นั้นก็ยังเป็นสินส่วนตัว ซึ่งสินส่วนตัวยังหมายถึงกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับทรัพย์สินมาโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา ไม่ว่าเวลาที่รับทรัพย์สินนั้นมาจะเป็นภายหลังการจดทะเบียนสมรสก็ตาม เช่นเดียวกันการยกทรัพย์สินให้ระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสจะแปรสภาพเป็นสินส่วนตัวด้วย ส่วนของหมั้นที่ฝ่ายชายได้มอบให้ฝ่ายหญิง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิงทันทีนับแต่ที่ได้รับมอบของหมั้น

           ส่วนสินสมรส เป็นทรัพย์สินที่สามีภริยามีกรรมสิทธิ์และหน้าที่ในการจัดการร่วมกัน เมื่อชายและหญิง  มีการจดทะเบียนสมรสกันแล้วทรัพย์สินที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรับมา ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้หลังจากจดทะเบียนสมรสกันย่อมเป็นสินสมรสทั้งสิ้น สินสมรสในทางกฎหมายไทยได้กำหนดไว้ 3 ชนิด ซึ่งได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส โดยไม่ต้องคำนึงว่าฝ่ายใดจะหามา หากทรัพย์ที่ได้เป็นส่วนควบหรือดอกผลของสินสมรส ทรัพย์นั้นก็มีสถานะเป็นสินสมรสได้ด้วย และในขณะเดียวกัน หากสินส่วนตัวมีดอกผล ไม่ว่าจะเป็นดอกผลธรรมดา เช่น พวกลูกไม้ ผลไม้ หรือเป็นดอกผลนิตินัย เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย หากว่าได้มาระหว่างการสมรสก็จะเป็นสินสมรส และสินสมรสประเภทสุดท้ายคือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาโดยพินัยกรรมหรือการให้ที่มีข้อความระบุว่าให้เป็นเป็นสินสมรส

             การจัดการทรัพย์สิน สองประเภทระหว่างสามีภริยา ซึ่งในประเทศได้กำหนดบทกฎหมายว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังต่อไปนี้

            กรณีทรัพย์สินใดเป็นสินส่วนตัว กฎหมายได้ให้อำนาจแก่คู่สมรสฝ่ายที่เป็นเจ้าของสามารถใช้อำนาจจัดการได้เองโดยลำพัง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การจัดการทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึง   การบำรุงรักษา สงวนไว้ หรือทำให้เพิ่มประโยชน์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังรวมการจำหน่าย จำนอง จำนำหรือทำให้เกิดภาระติดพันในทรัพย์สินนั้นด้วย เช่น หญิงมีที่ดินหนึ่งแปลงเป็นสินส่วนตัว หญิงสามารถขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เป็นสามีแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างกับกรณีของการจัดการสินสมรส เนื่องจากว่าคำว่า สินสมรส คือทรัพย์สินที่มีสามีภริยาเป็นเจ้าของ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการจัดการสินสมรส กฎหมายให้อำนาจแก่สามีภริยาที่จะจัดการสินสมรสโดยลำพังได้ เว้นแต่เป็นการจัดการในทรัพย์สินที่สำคัญซึ่งจะต้องจัดการร่วมกันเท่านั้น ซึ่งสินสมรสที่สามีและภรรยามีความจำเป็นที่จะต้องจัดการร่วมกัน เช่น การขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก จำนองอสังหาริมทรัพย์ ก่อตั้งหรือเพิกถอนภาระจำยอมสิทธิเหนือพื้นดินอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์มากกว่าสามปี การให้กู้ยืมและอื่นๆตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้

            การที่กฎหมายได้กำหนดเป็นข้อบังคับให้คู่สมรส หรือสามีภริยาต้องจัดการสินสมรสในกรณีข้างต้นที่ได้ยกตัวอย่างไปนั้น เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากปล่อยให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายได้จัดการโดยลำพังอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ครอบครัว หรือสร้างภาระผูกพันแก่ครอบครัวจนเกินสมควร ซึ่งอาจจะก่อปัญหาในภายหลังได้ กฎหมายจึงกำหนดหลักเกณฑ์ให้สามีภริยาได้ปฏิบัติตาม เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของครอบครัว และตัวคู่สมรสเอง