ภาษีมูลค่าเพิ่ม : เข้าใจระบบ VAT และหน้าที่ของผู้ประกอบการ (ตอนจบ)

              หลังจากที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าคนอื่นหรือเปล่า? เพราะต้องจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ไปทุกครั้งที่ซื้อสินค้าหรือบริการ


              ผู้ประกอบการหลายคนคงจะสงสัยประเด็นนี้อยู่ไม่น้อย และกังวลเรื่องผลกระทบหลังจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานในแง่ของการจัดการและการบริหารต้นทุน  โดยต้องแยกก่อนว่า ภาษีซื้อ ไม่ใช่ต้นทุน และภาษีขายก็ไม่ใช่รายได้


              ในบทความก่อนๆเราได้ทราบแล้วว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นถูกแยกออกจากราคาสินค้าและบริการ มิได้นับรวมอยู่ด้วยกัน และวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกว่า วิธีภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ หรือ ภาษีขายลบด้วยภาษีซื้อ จะยึดหลักการที่ว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะถูกนำส่งให้แก่กรมสรรพากรหรือสามารถขอคืนได้ คือเราจะต้อง “ตั้งราคา” ที่ไม่รวมภาษีไว้แล้วจึงค่อยคำนวณ “ภาษี” เข้าไป “เพิ่ม”  


           ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าในราคา 1,000 บาท ต้องบวก “ภาษีขาย” เข้าไปอีก 70 บาท เมื่อเรียกเก็บจากลูกค้า จะต้องเรียกเก็บในราคา 1,070 บาท ซึ่งแปลว่าเราจะมีรายได้ 1,000 บาท ส่วน 70 บาทนั้นแยกเป็นส่วนของภาษีที่ต้องนำส่งสรรพากร

 

           ถ้าเป็นเช่นนี้บริษัทคู่แข่งที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็สามารถขายสินค้าได้ในราคา 1,000 บาท ได้โดยไม่ต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการบางรายอาจมีข้อเปรียบเทียบในเรื่องราคาสินค้าที่สูงกว่าย่อมมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ  

 


           แต่ในกรณีของธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ย่อมไม่สามารถเอาภาษีซื้อมาใช้ได้เช่นเดียวกัน เช่น ซื้อสินค้าราคา 500 บาท มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 35 บาท รวมจ่ายไปทั้งสิ้น 535 บาท ซึ่งจำนวนนี้จะแตกต่างกันตรงที่ ธุรกิจไหนจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะสามารถนำภาษีซื้อจำนวน 35 บาทมาหักออกจากภาษีขาย 70 บาทและนำส่งสรรพากรได้ ในขณะที่คนที่ไม่ได้จดจะต้องแบกรับต้นทุนจำนวน 535 บาทไปเอง

 

1.jpg


               จะเห็นได้ว่ากิจการที่จดทะเบียนมูลค่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากหากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เงิน 70 บาทที่เรียกเก็บจากลูกค้า และภาษีซื้อจำนวน 35 บาทสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ แต่อย่างไรก็ตามกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วและขายสินค้าและบริการในราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง   โดยราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันจำนวน 70 บาท จะส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าอย่างแน่นอน และลูกค้ามีแนวโน้มที่จะไม่ซื้อสินค้าและบริการนั้น เนื่องจากหากเป็นสินค้าเหมือนกัน ลูกค้าย่อมเลือกที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคา 1,000 บาท ไม่มีใครจ่าย 1,070 บาทอย่างนอนแน่นอน 

 

2.jpg

 

              จะเห็นได้ว่าถึงแม้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะพยายามแข่งขันทางด้านราคา แต่กำไรจะต่ำกว่าร้านค้าที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันที  อย่างไรก็ตามการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการมีสิทธิในการนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก : Flowaccount.com
 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม : เข้าใจระบบ VAT และหน้าที่ของผู้ประกอบการ (ตอนที่ 2)

               เราอาจจะพอทราบกันไปแล้วว่าหลักเกณฑ์ที่เข้าข่ายที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง  ธุรกิจของเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ หรือ รายได้รวมจากการทำธุรกิจตลอดทั้งปีเกินกว่า 1.8 ล้านบาทหรือไม่  หากธุรกิจของคุณไม่อยู่ในลิสประเภทของธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น หรือ มีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้าน คุณควรจะต้องเตรียมตัวไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน

 

              หลังจากที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จแล้ว เราจะได้รับ เอกสารหลักฐานการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกว่า ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.20 นั่นเอง

 

ภพ_20 224(4).jpg

                                                  ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.20

 

 

เมื่อคุณได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.20 แล้ว หน้าที่ที่คุณต้องทำหลักๆมีดังนี้

            1.ออกใบกำกับภาษีขายทุกครั้งที่มีการขายสินค้า หรือได้รับเงินจากการให้บริการ และขอใบกำกับภาษีซื้อทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการภาษีมูลค่า

 

            2. นำใบกำกับภาษีซื้อมาบันทึกและจัดทำรายงานภาษี ซื้อ และนำใบกำกับภาษีขายที่ออกมาทำสรุปและบันทึกลงรายงานภาษีขาย นอกจากนั้น ถ้าหากเป็นการขายสินค้า ต้องมีการจัดทำ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามรูปแบบที่สรรพากรกำหนดด้วย

 

           3. นำส่ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้กับกรมสรรพากร (หลังจากนำยอดภาษีขายมาหักออกจากภาษีซื้อแล้วเป็นยอดบวก) หรือขอคืนภาษี (ในกรณีที่เป็นยอดติดลบ) โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

 

 

            ยกตัวอย่างเช่น  บริษัท ก.  ซื้อสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในราคา   100,000  บาท   (ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  7,000  เท่ากับยอดรวม   107,000 บาท)  และในเวลาต่อมา บริษัท ก.ได้ขายสินค้าชนิดนี้ให้บริษัท ข. ในราคา  200,000  บาท (ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  คือ 14,000  เท่ากับยอดรวม   214,000 บาท)  ฉะนั้น หน้าที่หลักที่ บริษัท ก.จะต้องดำเนินการ มีดังนี้ 

            1. ขอใบกำกับภาษี (ตอนซื้อ)  
            2. ออกใบกำกับภาษี (ตอนขาย)
           3. จัดทำรายงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง  
           4. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 14,000 – 7,000 หรือ 7,000 บาท ให้แก่กรมสรรพากร

 

           นี่คือหลักการของ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการทั้งหลายที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องทราบ อย่างไรก็ตามการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพากรคุณจะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องระหว่างต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจด้วย 

 

ขอบคุณสาระน่ารู้จาก Flowaccount.com

ภาษีมูลค่าเพิ่ม : เข้าใจระบบ VAT และหน้าที่ของผู้ประกอบการ (ตอนที่ 1)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไร?

              ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT)  คือ ภาษีอากรอีกประเภทหนึ่งตามประมวลรัษฎากร ที่เรียกเก็บจากการบริโภคของประชาชน โดยในปัจจุบันเราจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราคงที่  7% ของราคาขายสินค้าหรือบริการ ผู้ประกอบการจะทำหน้าที่เก็บจากลูกค้า แล้วนำภาษีมูลค่าเพิ่มไปชำระให้แก่กรมสรรพากร

              โดยทั่วไปหากเราซื้อสินค้าและบริการ หลังจากเราชำระเงินเราจะได้รับ “ใบกำกับภาษี” และหากเราลองสังเกตดีดี ในใบกำกับภาษีจะเห็นว่าจำนวนเงินที่เราชำระไปนั้นจะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว อย่างเช่น เราซื้อกางเกงยีนส์ 1 ตัว ราคา 2,140  บาท หลังจากได้รับใบเสร็จ จะปรากฏราคากางเกงที่แท้จริงจำนวน 2,000 บาทและภาษีมูลเพิ่มที่บวกเข้าไปอีก 140 บาท จึงกลายเป็นราคากางเกงตามจำนวนเงิน 2,140 บาท ที่เราจ่ายไป

 

ใครเป็นผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

                 1. หากท่านเป็นผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี  ท่านมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม

                2. กิจการบางประเภทอาจได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นั่นก็แปลว่าผู้ประกอบการนั้นไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตามถึงแม้จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นเดียวกัน

 


ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ใช่ต้นทุนของกิจการใช่ไหม?

                 กรณีที่กิจการเข้าหลักเกณฑ์ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าคนอื่นหรือเปล่า เพราะหากกิจการของอีกฝ่ายไม่เข้าหลักที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางนั้นก็จะไม่มีต้นทุนในเรื่องนี้ภาษีนั้นถูกแยกออกจากราคาของสินค้าและบริการ และวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยทั่วไปนั้นจะเรียกว่า วิธีภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ หรือ ถ้ามองภาพรวมในระบบภาษีแล้ว จะเห็นว่าฝ่ายที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้เปรียบมากกว่า ถ้าหากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เพราะเงิน 70 บาทนั้น เรียกเก็บจากลูกค้า และภาษีซื้อจำนวน 35 บาทสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้

 

1.jpg

              

               แต่ถ้ามองอีกภาพหนึ่ง สิ่งที่น่ากังวล คือ ราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันจำนวน 70 บาท จะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจหรือไม่ในการซื้อ ซึ่งถ้าหากลองปรับให้เป็นราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ 1,000 บาท สิ่งที่เปลี่ยนไปจะเป็นดังนี้ 

 

3.jpg

                ดังนั้นจะเห็นว่า ถ้าหากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะพยายามแข่งขันทางด้านราคา กำไรจะต่ำกว่าร้านค้าที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สิ่งหนึ่งที่ร้านจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้รับ นั่นคือ  โอกาสในการขยายกิจการให้มีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี และการเติบโตในอนาคต

 


สาระน่ารู้และข้อมูลอ้างอิง : Flowaccount.com

 

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

              หลังจากที่เราได้รู้และเข้าใจหลักการของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกันไปแล้ว  บทความนี้จะเราจะมาขยายความและอธิบายกรณีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแบบต่างๆกันเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
 

              ยกตัวอย่าง  การทำธุรกิจให้เช่าทรัพย์สิน  โดย “ผู้เช่า” มีหน้าที่จ่ายค่าเช่า เงินได้ประเภทนี้เรียกว่า “ค่าเช่า” เป็นประเภทเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 เราจะเรียกว่า “ผู้จ่าย”(จ่ายค่าใช้จ่าย)   อีกฝ่ายคือเจ้าของหรือผู้ดูแลทรัพย์สินเป็น “ผู้ให้เช่า” มีหน้าที่รับค่าเช่า ซึ่งเราจะเรียกว่า “ผู้รับ” แสดงว่าเป็นผู้มีรายได้และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามหลักกฎหมาย  โดยเราจะแบ่งการหักภาษี ณ ที่จ่ายออกระหว่าง 2 บุคคลออกเป็น 4 กรณี ได้แก่

 

กรณีที่ 1 -  บุคคลธรรมดา เป็นผู้จ่าย(ค่าใช้จ่าย) และ  บุคคลธรรมดา เป็นผู้รับ (มีรายได้และมีหน้าที่ต้องเสียภาษี)

              กรณีนี้ ผู้จ่ายก็เป็นบุคคลธรรมดา และ ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา กฎหมายกำหนดว่า ผู้จ่ายไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย นั่นแปลว่า ผู้จ่ายต้องไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
 

 

กรณีที่ 2 - บุคคลธรรมดา เป็นผู้จ่าย(ค่าใช้จ่าย) และ นิติบุคคล เป็นผู้รับ (มีรายได้และมีหน้าที่ต้องเสียภาษี)

              กรณีนี้ ผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา และ ผู้รับเป็นนิติบุคคล กฎหมายกำหนดว่า ผู้จ่ายไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย นั่นแปลว่า ผู้จ่ายต้องไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

 
 

กรณีที่ 3 - นิติบุคคล เป็นผู้จ่าย(ค่าใช้จ่าย)  และ บุคคลธรรมดา เป็นผู้รับ (มีรายได้และมีหน้าที่ต้องเสียภาษี)

             กรณีนี้ ผู้จ่ายก็เป็นนิติบุคคล และ ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา กฎหมายกำหนดว่า ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 5  นั่นแปลว่า ผู้จ่ายต้องต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 หรือ 5% นั่นเอง


 

กรณีที่ 4 - นิติบุคคล เป็นผู้จ่าย(ค่าใช้จ่าย)  และ นิติบุคคล เป็นผู้รับ (มีรายได้และมีหน้าที่ต้องเสียภาษี)

              กรณีนี้ ผู้จ่ายก็เป็นนิติบุคคล และ ผู้รับก็เป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกัน กฎหมายกำหนดว่า ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 5  นั่นแปลว่า ผู้จ่ายต้องต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 หรือ 5% นั่นเอง

 

หรือสรุปให้เข้าใจง่ายๆตามตารางนี้

Untitled.png

 

               อีกทั้งผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่จะต้องนำส่งแบบแสดงรายได้ทางภาษี หรือที่เรียกว่า ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 1-7 ของเดือนถัดไปจากเดือนที่จ่ายเงินได้ และที่สำคัญ ผู้จ่ายจะต้องมีหลักฐานแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” มอบให้แก่ผู้รับเงินหรือผู้มีรายได้ด้วย และผู้รับจะต้องเก็บเอกสารฉบับนี้ไว้ให้ดี ซึ่งอาจใช้ในการลดหย่อนภาษีกรณีที่ถูกหักเกินกว่าภาษีที่ต้องจ่ายได้ 

ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย

ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย..
 

             ผู้จ่ายเงินได้ หมายถึง ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากร อาจจะเป็นนายจ้างก็ได้  อาจเป็นคือ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล  เป็นต้น และ ผู้รับเงินหรือผู้มีรายได้ หมายถึง  ผู้ที่มีประกอบอาชีพ มีรายได้จากการทำงาน เช่น มนุษย์เงินเดือน  ทำงานรับจ้าง เป็นต้น  ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ที่เป็น “ผู้จ่ายเงินได้”  ต้องมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ “ผู้รับเงิน” เสมอทั้งนี้เพื่อนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากร  และหลังจากที่ผู้จ่ายเงินได้มีการหักภาษีแล้ว ผู้จ่ายเงินจะต้องมีหลักฐานแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” มอบให้แก่ผู้รับเงินหรือผู้มีรายได้ด้วย
 

             การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นการทยอยจ่ายภาษีล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่ต้องรับภาระภาษีเป็นเงินก้อนใหญ่พอถึงเวลายื่นภาษีจริงๆ เพราะมีการจ่ายภาษีล่วงหน้าไปบางส่วนแล้ว จึงเป็นเครดิตสำหรับคำนวณภาษีได้  เมื่อคำนวณภาษีแล้วบางครั้งเราจะพบว่าเรามีการชำระภาษีเกินกว่าจำนวนจริงที่ต้องเสีย ซึ่งภาษีบางส่วนที่ชำระเกินไปแล้วนั้น คุณยังสามารถขอรับคืนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามเมื่อบริษัทฯ หรือผู้ประกอบการ หรือผู้จ่ายเงินได้ ได้จ่ายเงินและได้หักภาษีไว้แล้ว ก็จะต้องนำส่งแก่กรมสรรพากร หากไม่นำส่งจะถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย

 

               สำหรับแบบแสดงรายการทางภาษีที่ผู้จ่ายเงินได้ จะยื่นต่อกรมสรรพากร นั้นจะต้องเป็นแบบแสดงรายการทางประเภทต่างๆตามประเภทของเงินได้ที่ได้รับ โดยจะต้องนำส่งกรมสรรพากรภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันสุดท้ายของเดือนที่มีการหักภาษีไว้ หรือจ่ายไม่เกินวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

 

สาระน่ารู้จาก www.flowaccount.com

เข้าใจเรื่อง “กำไร” ก่อนจะไปเสียภาษี ตอนที่ 5 (ตอนจบ)

             ทำอย่างไรให้กำไรสุทธิทางภาษีของกิจการต่ำที่สุดเพื่อที่จะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้สูงสุดแต่ก็ถูกต้องตามหลักกฎหมาย 



1. บันทึกรายการทางบัญชีให้ถูกต้อง

            จริงๆแล้วก่อนที่เราจะคิดเรื่องการวางแผนภาษีของธุรกิจ ผู้ประกอบควรคำนึงถึงเรื่องรายรับรายจ่ายของธุรกิจเป็นลำดับแรกซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก ผู้ประกอบการทั้งหลายควรบันทึกรายการทางบัญชีรายรับรายจ่ายของธุรกิจตามความเป็นจริง ถูกต้องและครบถ้วน นอกจากเราจะเห็นตัวเลขรายรับรายจ่ายและกำไรที่แน่นอนของธุรกิจแล้ว เรายังสามารถวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจของเราได้ สามารถนำไปใช้ต่อยอด ปรับปรุง พัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ และที่สำคัญง่ายต่อการตรวจสอบหากต้องการลดรายจ่ายบางอย่างและเพิ่มกำไรเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ 

 


2. บริหารจัดการภาษีในสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

             เมื่อคำนวณได้ตัวเลขกำไรที่แน่นอนแล้ว สิ่งที่ควรจัดการต่อมาคือ สิทธิประโยชน์ในการจัดการภาษี ถ้าหากผู้ประกอบการลองพิจารณาดูจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.51 ในหน้าที่ 6 รายการที่ 10 รายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้หรือรายจ่ายที่มีสิทธิหักได้เพิ่มขึ้น จะเห็นว่ามีรายการต่างๆให้เลือกใช้มากมายได้แก่ รายจ่ายต่างๆที่เกี่ยวกับลูกจ้าง รายจ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา รายจ่ายเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ ค่าจ้างนักศึกษา คนพิการ ผู้สูงอายุทำงาน รวมถึงการบริจาคต่างๆ

 

6.jpg


 

3. คำนวณภาษีให้ถูกต้อง และจ่ายให้ตรงกำหนดเวลา

             การคำนวณภาษีได้ถูกต้องจะส่งผลให้เราประหยัดภาษีได้มากยิ่งขึ้นตามอัตราภาษีของกิจการแต่ละประเภท ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ธุรกิจ SME ที่มีทุนชำระไม่เกิน 5 ล้าน และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทจะได้รับสิทธิการเสียภาษีที่ต่ำกว่าประเภทอื่นๆ และการจ่ายภาษีให้ตรงกำหนดเวลานั้น จะช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการจะไม่ต้องเสียค่าปรับ หรือที่เราเรียกกันทางภาษีว่า “เบี้ยปรับ” หรือ “เงินเพิ่ม” หากไม่ชำระภาษีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จ่ายล่าช้า หรือ ไม่ครบถ้วน แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายตรงนี้จะเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นแน่นอน

 

 

            บทความเรื่อง “เข้าใจเรื่อง “กำไร” ก่อนจะไปเสียภาษี” ใน 5 ตอนที่ผ่านมา คงจะพอเป็นแนวทางที่ดีสำหรับเจ้าของธุรกิจทุกท่านเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การจัดการและวางแผนการเสียภาษี อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการควรศึกษาเพิ่มเติม หรือหากยากต่อการทำความเข้าใจ ลองมองหานักบัญชีและนักวางแผนภาษีฝีมือดีที่ช่วยให้คำปรึกษาและบริหารจัดการระบบภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย และร่วมดูแลธุรกิจของท่านให้ประสบความสำเร็จได้ 

 

 

ขอบคุณสาระน่ารู้จาก   Flowaccount.com
 

เข้าใจเรื่อง “กำไร” ก่อนจะไปเสียภาษี  ตอนที่ 4

                เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านกำลังหันซ้ายหันขวา พลิกไปพลิกมา จะกรอกตัวเลขอย่างไรดีจึงจะเหมาะสม  ยิ่งกรอกตัวเลขจำนวนมากๆ ค่าภาษีที่ต้องจ่ายก็สูงปรี๊ดเช่นกัน  กรอกตัวเลขน้อยๆก็เจอสารพัดคำถามจากสรรพากร ดีไม่ดีเจอตรวจสิบย้อนหลังก็ต้องมีปวดหัวกันแน่นอน

 

แบบแสดงรายการทางภาษี ที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้คือ แบบแสดงรายการทางภาษี  ภ.ง.ด 50

 

            ภ.ง.ด. ย่อมาจาก ภาษีเงินได้  ภ.ง.ด. 50 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลใช้สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายประเทศไทย หรือ ต่างประเทศ โดยจะต้องยื่น ภ.ง.ด. 50 ภายใน 150 (ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม) วันนับตั้งแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยจะต้องยื่นทุกปี ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่มีรายได้

 

โดยในแบบแสดงรายการทางภาษี ภ.ง.ด.50 ผู้ประกอบจะเห็นรายการที่สำคัญต่างๆทั้งสิ้น 12 รายการหลัก ดังนี้

รายการที่ 1     สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการส่งเสริมการลงทุน

รายการที่ 2     เงินได้ที่ต้องเสียภาษีและการคำนวณภาษี

รายการที่ 3     รายได้ รายจ่าย และกำไรหรือขาดทุนสุทธิ

รายการที่ 4     ต้นทุนขายหรือรายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรขั้นต้น

รายการที่ 5     ต้นทุนผลิต/ต้นทุนการให้บริการ

รายการที่ 6     รายได้อื่น

รายการที่ 7     รายจ่ายอื่น

รายการที่ 8     รายจ่ายในการขายและบริหาร

รายการที่ 9     รายจ่ายที่ไม่ได้ถือเป็นรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร

รายการที่ 10   รายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้หรือรายจ่ายที่มีสิทธิหักได้เพิ่มขึ้น

รายการที่ 11   ขาดทุนสุทธิที่ปรับปรุงตามประมวลรัษฎากรแล้วยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะบัญชีปัจจุบัน  หรือผลขาดทุนสุทธิก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่หักได้ตามกฎหมายอื่น

รายการที่ 12   รายละเอียดสินทรัพย์  หนี้สิน  และส่วนของผู้ถือหุ้น/ผู้เป็นหุ้นส่วน

 

               ตัวอย่างหัวข้อสำคัญในแบบแสดงรายการทางภาษี ภ.ง.ด.50 ที่ผู้ประกอบหลายควรให้ความสนใจ เช่น รายการที่ 3 รายการนี้เป็นรายการที่สรุปกับรายได้ รายจ่าย และกำไรหรือขาดทุนสุทธิที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายภาษี ซึ่งบางข้อในรายการนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการปรับปรุงรายการกำไรสุทธิทางบัญชี 4 รายการ คือ  รายได้ทางภาษี รายได้ยกเว้น รายจ่ายค่าใช้จ่ายต้องห้าม  และ รายจ่ายที่หักได้เพิ่ม  ดังรายละเอียดที่ปรากฏในบทความที่แล้ว  ในส่วนของรายการอื่นๆก็เช่นเดียวกันจะเชื่อมโยงกับรายละเอียดในบทความตอนที่ 2 และ 3 ก่อนหน้านี้

 

              ในความเป็นจริงแล้ว แทบจะไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่กรอกข้อมูลในแบบแสดงรายการทางภาษีแบบตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เหตุผลหลักคือต้องการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีในจำนวนเยอะๆ แต่อย่างไรก็ตามหากยื่นแบบภาษีแบบกรอกจำนวนตัวเลขรายได้ที่ต่ำกว่าความเป็นจริงและรายจ่ายที่สูงกว่าความเป็นจริง กลุ่มนี้ก็อาจถูกกรมสรรพากรเพ่งเล็งและอาจถูกเรียกให้ไปชี้แจงได้

                                                                  ตัวอย่างแบบแสดงรายการทางภาษี ภ.ง.ด.50

                                                                 ตัวอย่างแบบแสดงรายการทางภาษี ภ.ง.ด.50

เข้าใจเรื่อง“กำไร”ก่อนจะไปเสียภาษี ตอนที่ 3

การคำนวณภาษีนั้น กฎหมายกำหนดให้ธุรกิจจะต้องการหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องทำตามที่กฎหมายกำหนด และโดยปกติแล้วธุรกิจที่อยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดา มักจะเลือกคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อ เสียภาษี ตามวิธีการ “หักเหมาค่าใช้จ่าย” มากกว่า “ค่าใช้จ่ายจริง” เนื่องจากมีความสะดวกมากกว่า

แต่หากเป็นนิติบุคคลนั้น อย่างที่เราทราบกันแล้วในบทความก่อนหน้านี้ การคำนวณกำไรสุทธิของนิติบุคคลนั้น จะคำนวณได้จาก
           
                                กำไรสุทธิทางภาษี    =   (รายได้ทางภาษี – ค่าใช้จ่ายทางภาษี)


ซึ่งการหลักการคำนวณนี้มาจากการปรับปรุงรายการกำไรสุทธิทางบัญชี 4 รายการ ดังนี้
 

1. รายได้ทางภาษี คือ รายการที่บัญชีไม่ได้ลงบันทึกเป็นรายได้ แต่ภาษีบอกว่าต้องเป็นบันทึกรายได้ เช่น หากเจ้าของบริษัทต้องการกู้ยืมเงินจากบริษัท แต่กู้ยืมไปโดยคิดดอกเบี้ยอะไรทั้งสิ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นบริษัทของตนเอง  แต่ในทางกลับกันเมื่อจะคิดกฎหมายภาษีจะบังคับเลยครับว่าต้องคิดดอกเบี้ย เนื่องจากเป็นรายได้ของ และการกู้ยืมเงินนั้นต้องจ่ายดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย

 
2. รายได้ยกเว้น คือ รายได้บางรายการ หลักการบัญชีถือเป็นรายได้ แต่หลักภาษีอากรจะไม่ถือเป็นรายได้ มีผลทำให้กำไรทางภาษีจะต่ำกว่ากำไรทางบัญชี เช่น กรณีที่มีรายได้เงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัด มารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่ง หรืออาจยกเว้นทั้งจำนวน 
 

3. รายจ่ายค่าใช้จ่ายต้องห้าม คือ หมายถึง รายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของนิติบุคคลและได้มีการบันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการ แต่ในทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ขอบเขตรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กำหนดไว้ตามประมวลรัษฎากร
 

4. รายจ่ายที่หักได้เพิ่ม  คือ   รายจ่ายบางรายการ หลักภาษีอากรกำหนดให้หักเป็นรายจ่ายได้มากกว่าหลักการบัญชี มีผลทำให้กำไรทางภาษีต่ำกว่ากำไรทางบัญชี  นั่นคือ รายจ่ายทางบัญชีถูกหักออกไปเท่าไร รายจ่ายทางภาษีก็หักออกไปอีกเท่าตัว


สาระน่ารู้จาก Flowaccount

เข้าใจเรื่อง“กำไร”ก่อนจะไปเสียภาษี ตอนที่ 2

             กำไรประมาณนี้ ควรจะแจ้งสรรพากรและต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ดี... ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลต่างๆที่มีรายได้ถึงเกณฑ์กำหนดต้องตื่นตัวกับการยื่นแสดงรายได้และจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีให้กับกรมสรรพากร


             เงินได้สุทธิ หมายถึง จำนวนเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนแล้ว ที่จะต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี  วิธีการคำนวณเงินได้สุทธิง่ายๆที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลจะใช้หลักการเดียวกันคือ 


                          เงินได้สุทธิ (รายได้-ค่าใช้จ่าย-ค่าลดหย่อน) หรือ กำไรสุทธิ (รายได้-ค่าใช้จ่าย)       


                สำหรับบุคคลธรรมดา การคำนวณ “เงินได้สุทธิ” ที่มาจากการหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรนั้น จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
                1.  เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติ มีความเกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจแต่ละประเภท
               2.  เป็นจำนวนที่สมควรและเหมาะสมแก่กิจการ
               3.  ไม่เป็นรายจ่ายที่กฎหมายห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย
               4. ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการหักใช้จ่ายพร้อม ที่จะให้พนักงานตรวจสอบได้



                 ในส่วนของนิติบุคคล การคำนวณ  ”กำไรสุทธิ”  คำนวณจากรายได้เนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ตามมาตรา 65ทวิ และมาตรา 65ตรีแห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ใช้เกณฑ์สิทธิ (รายได้ที่ได้เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังไม่ได้ชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น) 

                   กฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีไว้ ดังนี้

                   1. เงื่อนไขเกี่ยวกับค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา การตีราคาทรัพย์สินและสินค้าคงเหลือ การจำหน่ายหนี้สูญ การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินปันผลในบางกรณี
                   2. รายจ่ายที่ห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าจะนำมาหักได้ก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
                    3. ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่สำนักงานใหญ่ สาขา ฯลฯ เป็นการขายในประเทศ
                   4. วิธีการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนเลิกกัน หรือควบเข้ากัน

 

สรุป หลักการคำนวณ เงินได้สุทธิของบุคคลธรรมดาและกำไรสุทธิของนิติบุคคลนั้น จะคำนวณได้ดังนี้

                   เงินได้สุทธิของบุคคลธรรมดา     =        (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี
                               กำไรสุทธิทางภาษี      =        (รายได้ทางภาษี – ค่าใช้จ่ายทางภาษี)


 

              ดูจะมีความยุ่งยากไม่น้อย สำหรับการคำนวณภาษีเงินได้ทั้งสองประเภท แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการทั้งหลายยังต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากท่านใดพอจะมีเวลาก็จำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้ไว้เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว  แต่หากท่านใดที่มีนักบัญชีหรือผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้เป็นผู้ช่วยคอยให้คำปรึกษาก็คงเบาใจลงได้พอสมควร อย่างน้อยที่สุดสิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้การชำระภาษีของเราเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมและสำคัญที่สุดคือเราจะประหยัดภาษีได้มากพอสมควร


ขอบคุณสาระน่ารู้จาก Flowaccount  
 

เข้าใจเรื่อง“กำไร”ก่อนจะไปเสียภาษี

             “กำไร” คือผลตอบแทนธุรกิจ เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จและความยั่งยืนในการทำธุรกิจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจ เพราะหากดำเนินธุรกิจต่อไปโดยไม่สามารถทำกำไรได้ สุดท้ายธุรกิจอาจจะก็จะต้องปิดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

             “กำไร และ ภาษี” เป็นสิ่งเกี่ยวพันโดยไม่สามารถแยกจากกันได้ เนื่องจากธุรกิจต่างๆจะคำนวณภาษีจากยอดกำไรที่เกิดขึ้น แต่กำไรที่ว่านั้นจะต้องผ่านขั้นตอนการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ถูกต้อง และคำนวณออกมาเป็นกำไรสุทธิ หรือคิดอย่างง่ายๆคือ กำไรจริงหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วนั่นเอง

 

การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ส่งผลดีอย่างไรบ้างกับธุรกิจของคุณ??

               1. เพื่อทราบสถานะการเงินของธุรกิจของท่าน ว่ามีรายรับ รายจ่ายเพียงใด ในกรณีที่มีรายรับมากกว่ารายได้ ยังถือว่าธุรกิจของท่านมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ มีสภาพคล่อง แต่หาก แต่หากมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ธุรกิจขาดทุน เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดหนี้สินมี จะทำให้เกิดปัญหาตามมา

               2. เมื่อมีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายถูกต้องและเป็นระบบ เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารจะสามารถเห็นตัวเลข หรือผลประกอบว่าได้กำไร หรือขาดทุน ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีค่าใช้จ่ายมาจากส่วนไหนบ้าง และจะลดค่าใช้จ่ายจากส่วนไหนได้อีกบ้าง

              3. ตัวเลขจากการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย สามารถนำมาวิเคราะห์และประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของกิจการ ควรปรับปรุงและพัฒนาด้านใดบ้าง

 

              เมื่อผู้ประกอบการทราบถึงสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ ก็อาจจะตัดสินใจได้ว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือดำเนินกิจการไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่กิจการ การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายถูกต้องเป็นระบบจะช่วยต่อยอดกิจการของท่านให้ประสบความสำเร็จได้และเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีที่ดีและง่ายดายขึ้น คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกคนเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับกลับมา 


              ขอบคุณข้อมูลจาก https://flowaccount.com

ประเภทของธุรกิจ

                หลายท่านคงพอจะเคยเห็นมาบ้างแล้ว การประกอบธุรกิจมีหลากหลายประเภท บางคนก็เปิดกิจการแบบบริหารงานคนเดียว ก่อตั้งเอง ขายเอง บริหารเอง หรือบางคนก็จัดตั้งบริษัทจำกัด บ้างก็จัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน แต่ทั้งนี้ทั้งนี้ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจประเภทใดก็ตาม จุดประสงค์ก็เพื่อแสวงหากำไรทั้งสิ้น 
 
                ธุรกิจประเภทหลักๆมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ  “บุคคลธรรมดา” กับ “นิติบุคคล”   ธุรกิจทั้งสองประเภทนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร มาดูกัน!!

                 การประกอบธุรกิจประเภท “บุคคลธรรมดา” แบ่งย่อยได้ดังนี้

               1. กิจการเจ้าของคนเดียว ส่วนมากเป็นกิจการขนาดเล็ก จัดตั้งง่ายๆโดยคนคนเดียว บริหารกิจการด้วยตัวเจ้าของเอง มีอิสระในการตัดสินใจ หากเมื่อไหร่ที่ผลประกอบการได้กำไรหรือขาดทุนก็จะมีผลต่อเจ้าของเพียงผู้เดียว 
               2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ กิจการที่ร่วมลงทุนและดำเนินกิจการร่วมกันด้วยความสมัครใจของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันผลกำไรจากการทำธุรกิจและรับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน หากธุรกิจของท่านมิได้จดทะเบียนตามกฎหมายจะถือได้ว่าธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจประเภทบุคคลธรรมดา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็ได้
               3. คณะบุคคล คือ บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงกระทําการที่มีเงินได้พึงประเมินร่วมกันอันมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ


               ในส่วนของธุรกิจประเภท “นิติบุคคล” ก็แบ่งย่อยเป็นประเภทต่างๆดังนี้

                1. กิจการแบบห้างหุ้นส่วน คือ การดำเนินงานที่มี 2 คนขึ้นไป โดยตกลงเข้าหุ้นกัน ส่วนการลงทุนไม่จำเป็นต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากันเสมอไป ผลตอบแทนก็เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน โดยจะแบ่งหุ้นส่วนออกเป็น 2 ประเภท

                  - ห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดชอบกับหนี้สินทั้งหมดอย่างไม่จำกัดจำนวน และจดทะเบียนมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจึงมีชื่อเรียกว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล”

                  - ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นห้างหุ้นส่วนที่มีผู้มีหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ ผู้เป็นห้างหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ และห้างหุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิดชอบ

               2. บริษัทจำกัด คือ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป แบ่งทุนออกเป็นหุ้นที่มีมูลค่าเท่าๆกัน เรียกว่า “ผู้ถือหุ้น”  มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ บริษัทเอกชนจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด


              ใครที่กำลังมองหาและเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและวิเคราะห์กันดูว่าเรามีความต้องการและความสามารถที่จะจัดตั้งธุรกิจประเภทใด ซึ่งธุรกิจแต่ละประเภทก็มีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น


ขอบคุณสาระน่ารู้จาก https://flowaccount.com/blog/?p=616

coins-948603_960_720.jpg

เปิดกิจการใหม่!! ควรรู้จักภาษีธุรกิจอะไรบ้าง

             ผู้ประกอบการมือใหม่หลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ต้องทำอะไรบ้าง นอกจากแนวทางการบริหารธุรกิจแล้ว สิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลย คือหากเริ่มต้นธุรกิจแล้ว เรื่องภาษีเป็นสิ่งที่ทุกท่านจะเลี่ยงไปไม่ได้เลย บทความนี้จะนำทุกท่านมารู้จักกับภาษีธุรกิจ ที่ควรทราบ  มีอะไรบ้างมาดูกัน 

            “ภาษี” คำนี้ฟังแล้วค่อนข้างหนักใจ คงมีตัวเลขวนเวียนอยู่ในหัวเต็มไปหมด ต้องจ่าย หรือจะไม่จ่าย แล้วก็หายไปเลย……แต่อย่าลืมว่า การจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย!!

             ภาษี คือ เงินหรือทรัพย์สินที่รัฐหรือสถาบันที่ปฏิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐเรียกเก็บจากราษฎร ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อนำมาใช้ในการบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า ใช้ในการดูแลความผาสุกของประชาชน และ รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ภาษี แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม

             ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้และทรัพย์สินต่างๆของบุคคล หรือนิติบุคคล โดยไม่สามารถผลักภาระภาษีไปยังผู้อื่นได้ โดยทั่วไปภาษีทางตรง ได้แก่ 

            - ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บเป็นรอบปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกๆ ปี
            - ภาษีเงินได้นิติบุคคล จัดเก็บจากเงินได้ของบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
            - ภาษีอื่นๆ เช่น ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินต่างๆ โดยจะเรียกเก็บจากรายได้ หรือความมั่งคั่งของบุคคล หรือนิติบุคคลที่จัดเก็บ

 

             ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค เมื่อขายสินค้าและบริการต่างๆ โดยเป็นภาษีที่สามารถผลักภาระทางภาษีให้กับผู้บริโภค เป็นผู้รับชำระภาษีอากรแทนผู้ขาย โดยทั่วไปภาษีทางอ้อม ได้แก่ 

            - ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป
            - ภาษีธุรกิจเฉพาะ จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิกและจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ โดยกำหนดไว้ว่าผู้ขายที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี
            - ภาษีสรรพามิต ภาษีศุลกากร ภาษีทางการค้า ค่าธรรมเนียมอากรต่างๆ ที่จะเรียกเก็บจากรายจ่ายของบุคคล โดยมิได้พิจารณาฐานะความมั่งคั่งของบุคคล หรือนิติบุคคล

              ผู้ประกอบการหลายท่านอาจจัดการเรื่องภาษีด้วยตัวเอง บางท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก จึงจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชีและภาษีมาช่วยจัดการเรื่องนี้ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเองต้องเรียนรู้เรื่องภาษีในส่วนที่จำเป็นต่อธุรกิจ เพราะมันถือเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของท่านเอง



ขอบคุณสาระน่ารู้จาก flowaccount.com

calculator-178127_960_720.jpg

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร 

          ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คือ  เอกสารสำคัญในอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับกิจการที่เป็น “กิจการค้าปลีก” ที่เป็นการขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง หรือให้บริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น กิจการแผงลอย ขายของชำ ขายยา จำหน่ายน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า จำหน่ายอาหาร โรงแรม โดยกิจการค้าปลีกต้องมีลักษณะและหรือเงื่อนไขดังต่อไปนี้

          1.   เป็นการขายสินค้าที่ผู้ขายขายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง และได้ขายในปริมาณที่ผู้บริโภคนั้นจะนำสินค้าไปบริโภคหรือใช้สอยโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อไป เช่น การขายของกิจการแผงลอย กิจการขายของชำ กิจการขายยา กิจการจำหน่ายน้ำมัน กิจการห้างสรรพสินค้า 

          2.   การให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น การให้บริการของกิจการภัตตาคาร กิจการโรงแรม กิจการซ่อมแซมทุกชนิด กิจการโรงภาพยนตร์ กิจการสถานบริการน้ำมัน และกิจการขายประกันภัยบุคคลที่ 3 (พ.ร.บ.) เป็นต้น

         3.    ผู้ประกอบการดังกล่าวต้องจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษี ซึ่งมีรายการครบถ้วน สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้งที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเรียกร้อง พร้อมกับส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

           

       ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการตามที่กฎหมายกำหนดดังนี้

               1) คำว่า "ใบกำกับภาษีอย่างย่อ"
              2) ชื่อหรือชื่อย่อและ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย
              3) เลขที่ เล่มที่ (ถ้ามี) ของใบกำกับภาษี
              4) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
              5) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
              6) ราคาของสินค้าหรือบริการที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่า ราคาได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

            ซึ่งผู้ประกอบการที่จะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ ต้องเป็นผู้ประกอบที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ คุณต้องทำการยื่นคำขอใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินต่ออธิบดีกรมสรรพากร ผ่านสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ด้วย
 
ขอบคุณสาระน่ารู้จาก  flowaccount.com

19550.jpg

ใบกำกับภาษี คืออะไร

ใบกำกับภาษี คืออะไร ??

            เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักใบกำกับภาษีว่ามีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วมีประโยชน์อย่างไร? หากนึกไม่ออกให้ลองสังเกตดูว่าเวลาเราไปซื้อของในร้านค้า ร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้า หรือจ่ายค่าบริการต่างๆ  และเมื่อซื้อของเสร็จแล้วเรามักจะได้รับใบเสร็จชำระสินค้าหรือ สลิปแผ่นเล็กๆกลับมาด้วย หากลองสังเกตดีๆจะพบว่าใบเสร็จเล็กๆใบนั้นคือใบกำกับภาษี หรือถ้าเรียกให้ถูกต้องคือ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ นั่นเอง

            ไม่เพียงแต่การที่เราออกใบเสร็จให้ลูกค้าเท่านั้น ในบางครั้งฝ่ายผู้รับบริการอาจจะเป็นฝ่ายที่ขอเอกสารจากเราด้วยเช่นกัน ซึ่งในลักษณะนี้จะเป็นบุคคลที่ประกอบกิจการรูปแบบบริษัทฯ เราในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนก็มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีพร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการในทันทีที่ได้รับชำระราคาค่าบริการ 

             ใบกำกับภาษี ( Tax Invoice ) คือ เอกสารหลักฐานสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำและออกให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือบริการ เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการในแต่ละครั้ง ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำใบกำกับภาษีอย่างน้อย 2 ฉบับ โดยต้นฉบับ ผู้ประกอบการต้องส่งมอบให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ  และฉบับสำเนา ผู้ประกอบการต้องเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการลงรายงานภาษีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ทำรายงาน

            ผู้ประกอบการไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากเป็นผู้มีรายได้หรือผลกำไรจากการประกอบกิจการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทนั้น แต่สำหรับกรณีที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทหรืออยู่ในธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ได้ และผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ


           ขอบคุณสาระน่ารู้จาก flowaccount.com

tax-468440_960_721.jpg

แชทคือ แชทคือ แชทคือ สัญญา

ไปยืมเงินใคร  หรือ หากโดนคนยืมเงินผ่านแชท แล้วเบี้ยวไม่คืน ไม่จ่าย มีหนาวแน่นอน!!

            ใครที่เป็นสมาชิกในสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็น แอพลิเคชั่น เฟซบุ๊ก หรือไลน์ อาจได้เห็นอยู่บ่อยๆ ว่าเห็นมีการทวงเงินและประจานคนยืมเงินผ่านแชทอยู่บ่อยครั้ง
ผู้ให้กู้ยืมฟังทางนี้ การกู้ยืมเงินผ่านสื่อออนไลน์ไม่ต้องทำหนังสือก็ถือเป็นสัญญานะจ๊ะ รู้ยัง!!

การกู้ยืมเงินทั่วไป 
             หากจำนวนเงินที่กู้ไม่เกิน 2,000 บาท มีกู้ยืมเงินด้วยวาจา กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องทำหลักฐานกู้ยืมเงินเป็นหนังสือหรือลายลักษณ์อักษร  แต่หากกู้ยืมเงินจำนวนมากกว่า 2,000 บาทนั้น กฎหมายต้องกำหนดให้ต้องทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุข้อความการกู้ยืมเงินระหว่างคู่สัญญาและจำนวนเงินที่ทำการกู้ยืม และให้ลงลายมือชื่อคู่สัญญา นั่นคือผู้ให้กู้และผู้กู้เอาไว้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพยาน

              แต่สมัยนี้หากต้องนัดมาพบเจอเพื่อทำสัญญาอาจดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากไปนิด แอพลิเคชั่นที่ทันสมัยมีอยู่ในมือแล้ว ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ แชทเพื่อยืมได้โดยเร็วไว แชทไว โอนไว ง๊ายง่าย !! แต่เมื่อถึงกำหนดต้องจ่ายคืน โทรไม่รับ ทักแชทไม่ตอบ บล็อกไปอีก งานเข้า!!!!!!!!!!!!
         
              การกู้ยืมเงินโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ เช่น โปรแกรมแชทพูดคุยในเฟซบุ๊ก  ไลน์ อีเมล์ หรือ อื่นๆ จำนวนเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป นั้น ถือว่าเป็นการกู้ยืมอย่างสมบูรณ์เช่นกัน สิ่งที่พูดคุยระหว่างผู้ยืมกับผู้ให้ยืมถือเป็นสิ่งสำคัญ ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องได้ โดยผู้ให้กู้ต้องเก็บรายละเอียด รูปภาพ บทสนทนา ในการกู้ยืมดังกล่าวไว้ ได้แก่ ข้อความแชท (Chat) บัญชีผู้ใช้ของผู้ยืมเงิน (Account) และหลักฐานการโอนเงิน (Slip)  

ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี ได้นะ!!
        - ข้อมูลที่ระบุบัญชีผู้ใช้ของผู้ยืมเงินได้ 
        - ข้อมูลในระบบที่ปลอดภัยมั่นคงและเชื่อถือได้  
        -  เก็บหลักฐานทันที เมื่อมีการยืมเงินและรักษาข้อมูลให้อยู่ในสภาพเดิม ไม่แก้ไขวัน เวลา ที่รับส่งข้อความ

อายุความในการฟ้องคดีกู้ยืมเงิน 
        - ต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันถึงกำหนดชำระเงินกู้ยืมคืน ซึ่งถือเป็นเวลาที่ผู้ให้กู้ มีสิทธิทวงเงินคืนจากผู้กู้
        - แต่หากสัญญากู้มีกำหนดชำระเงินต้น พร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดๆจะมีอายุความ 5 ปี

ขอบคุณสาระน่ารู้จากเพจ สำนักงานกิจการยุติธรรม 
 

26165941_1560499404035826_7366272851287090848_n.png

ต้นไม้ล้ำเขตแดน ตัดฟันได้ไม่ผิดกฎหมาย

       “ ฉันเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ ฉันมีสิทธิ์จะทำอะไรบนที่ดินแปลงนี้ก็ได้.... ” ใครที่คิดแบบนี้ขอให้อ่านบทความนี้ก่อนนะคะ


          จริงอยู่ ที่เราเป็นเจ้าของที่ดิน ย่อมมีสิทธิ์กระทำการใดๆก็ได้บนที่ดินของตัวเอง แต่การกระทำนั้นต้องไม่เป็นการรุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของคนอื่น  ในกรณีนี้เราขอกล่าวถึงการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ของตัวเอง และเมื่อต้นไม้เติบใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา รุกล้ำเข้าในบ้านหรือที่ดินที่มีเขตแดนติดกัน ในกรณีนี้เจ้าของที่ดินผู้ที่ถูกรุกล้ำ มีสิทธิ์กระทำการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังนี้....

 

        “ เจ้าของที่ดินอาจตัดรากไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อและเอาไว้เสียถ้ากิ่งไม้อื่นล้ำเข้ามาเมื่อเจ้าของที่ดินได้บอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันควรแล้วแต่ผู้นั้นไม่ตัดท่านว่าเจ้าของที่ดินตัดเอาเสียได้ ”


         หมายความว่า กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ได้รับความเสียหาย ต้องแจ้งให้เจ้าของต้นไม้ตัดฟันไม่ให้เกิดการล่วงล้ำเสียก่อน หากไม่ตัดฟันต้นไม้ตามที่แจ้ง จึงจะมีอำนาจเข้ามาตัดฟันต้นไม้และเรียกค่าเสียหายได้

 

         ในส่วนของเรื่องดอกผล หากเจ้าของที่ข้างเคียงเก็บไปก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ แต่ว่าดอกผลเหล่านั้นต้องตกหล่นลงพื้นตามธรรมชาติเท่านั้น  ถ้าเด็ดจากต้นไม้โดยตรง แม้ขณะเด็ดจะอยู่ ในที่ดินของตนเองก็ตาม ต้องถือว่าคนที่เด็ดได้กระทำผิด และอาจต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนด

 

ขอบคุณ สาระดีดีจาก เพจ ประชาสัมพันธ์ กระทรวงยุติธรรม

25497963_180928979158363_4431885133447138991_n.jpg

ใยละเมอเพ้อพก โกหกหน้าตาย

             “...จริงจริงเธอนะเหรอ เธอรู้เต็มอก ใยละเมอเพ้อพก โกหกหน้าตาย...”  ร้องเพลงพร้อมปาดน้ำตา ช่างโกหกกันได้กฎหมายน่ารู้ที่เรานำมาแชร์ในวันนี้ช่างเช้ากับบทเพลงเสียเหลือเกิน ครั้งนี้ขอเสนอเรื่อง ใยละเมอเพ้อพก โกหกหน้าตาย มาดูกัน!!

             บทลงโทษความผิดฐานแจ้งความ-ฟ้องคดี-เบิกความ ที่ไม่เป็นเท็จ คนที่ชอบพูดปด พูดเท็จทั้งหลาย ต้องอ่าน!!

             มาดูกันที่การแจ้งความเท็จ  ผู้ใดเจตนา เขียน พูด ตอบคำถาม ที่ไม่เป็นความจริงแก่เจ้าพนักงาน ทำให้ผู้อื่นเสียหาย ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษผู้กระทำความผิดแจ้งความเท็จไว้ ดังนี้

             มาตรา 137  ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             มาตรา 172  ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             มาตรา 173  ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
             มาตรา 174  ถ้าการแจ้งข้อความตามมาตรา 172 หรือมาตรา 173 เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท (ถ้าการแจ้งตามความในวรรคแรก เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท)


              ต่อมาเป็น การฟ้องคดีเท็จกันบ้าง ผู้ฟ้องหรือโจทก์ที่ฟ้องคดีต่อศาล กระทำความผิดตาม มาตรา 175 ที่ระบุว่า  "ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท"  และ    มาตรา 176  "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 175 แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้"

              สุดท้ายมาดูกันที่ การเบิกความเท็จ หากพยานบุคคลเบิกความเท็จต่อศาลไม่ว่าจะในคดีแพ่งหรือคดีอาญา หรือ จำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานในคดีแพ่งเบิกความเท็จต่อศาล ตามมาตรา 177  

             “ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
              ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

              ทุกการกระทำย่อม ได้รับผลเสมอ โกหก พูดปดมดเท็จ หากเป็นเรื่องทั่วไปคงไม่เป็นไร แต่หากถึงขั้นแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน หรือ ศาล เมื่อมีการสอบสวนและพบว่าเป็นความเท็จละก็ คงได้รับผลของการกระทำแน่นอน ใครที่กำลังจะกระทำความผิดพวกนี้ คิดดีๆนะจ๊ะ 

ขอบคุณสาระน่ารู้จาก  สำนักงานกิจการยุติธรรม

25353874_1547478655337901_7985053595911865682_n.png

การสืบเสาะและพินิจ

                  การสืบเสาะและพินิจ  เป็นกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติและภูมิหลังทางสังคมของจำเลย สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี และเหตุอันควรปรานี ก่อนศาลมีคำพิพากษา แล้วนำข้อเท็จจริงที่ได้มาประมวล  วิเคราะห์  เกี่ยวกับมาตรการการลงโทษที่เหมาะสม  การแก้ไขฟื้นฟูที่เหมาะสมกับผู้กระทำผิดแต่ละราย  โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของสังคมเป็นสำคัญ

                 ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ลักษณะคดีทั่วไป
หลักเกณฑ์การรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษ และการคุมประพฤติ
     

                “ ผู้ใดกระทำ ความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วย หรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น…..
       

              (1) ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือ 
              (2) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ 
             (3) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
               .....”

 

โดยขั้นตอนของการสืบเสาะและพินิจผู้กระทำความผิด  มีดังนี้ 


            1. พนักงานคุมประพฤติจะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงของผู้กระทำผิดจากเอกสารพยานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
            2. พนักงานคุมประพฤติ นำข้อมูลประวัติภูมิหลังทางสังคมมาประมวลข้อเท็จจริง วิเคราะห์ คัดกรองผู้กระทำความผิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของสังคม และแนวโน้มการแก้ไขปรับปรุงตัวเองในชุมชนของผู้กระทำผิดแล้วรายงานต่อศาล
            3. ศาลจักได้นำข้อเท็จจริง และความเห็นของพนักงานคุมประพฤติในรายงานสืบเสาะและพินิจประกอบดุลพินิจในการพิพากษา  เพื่อลงโทษจำเลยแต่ละรายอย่างเหมาะสม

 

             การพิจารณาบทลงโทษตามคำพิพากษาของศาล ย่อมมีที่มาและที่ไปเสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นไปตามภูมิหลังทางสังคมอันเกิดจากการประพฤติตัวของผู้กระทำผิด หากเคยประพฤติผิดและเคยได้รับการลงโทษมาก่อนแล้ว ก็คงจะเป็นการยากสักหน่อย เพราะถือว่าท่านประพฤติผิดโดยประมาท  เคยผิดมาแล้ว และ ผิดซ้ำอีก บทลงโทษ คงจะหนักขึ้นเป็นแน่แท้

 

          ขอบคุณ สาระน่ารู้จาก กรมควบคุมการประพฤติ และ เพจฎีกาน่าสนใจ/ข่าวสารและงานว่างกฎหมาย

25299182_882577501927710_6550374662164121320_n.jpg

ตกงานอย่างมีสไตล์ กับกองทุนประกันสังคม

         ตกงาน!! คำนี้ฟังแล้วค่อนข้างตกใจพอสมควร สำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในสภาวะตกงาน คงจะเครียด กังวลอยู่ไม่ใช่น้อย เคยทำงานอยู่ดีดี อยู่ๆต้องมาตกงาน หางานทำไม่ได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องกินต้องใช้มากมายก่ายกองทุกเดือน จะทำยังไงดี แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เรามีคำแนะนำดีดีสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่เพิ่งอยู่ในโหมดเศร้า อยู่ในช่วงตกงานและ/หรือกำลังจะตกงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!!!

         มนุษย์เงินเดือนหลายคนคงจะรู้จักกับกองทุนประกันสังคมกันบ้างแล้ว เงินที่นายจ้างหรือบริษัทของเราหักเงินเดือนของเราไป 5% นั้นมีประโยชน์กว่าที่เราคิด  สำหรับคนที่อยู่ในช่วงตกงานจะได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้มากพอสมควร

        ว่างงานอยู่ก็ยังได้รับเงินทดแทนไปใช้นะ !! มาดูหลักเกณฑ์ที่ทำให้เกิดสิทธิที่จะได้รับเงินทดแทนในช่วงว่างงานกันบ้าง
        1.    จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงานกับนายจ้างรายสุดท้าย หรือกรณีผู้ประกันตนว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย
       2.    มีระยะเวลาการว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป
       3.    ผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (เว็บไซต์ https://empui.doe.go.th) ของสำนักงานจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างจึงจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานนับแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน
      4.    ต้องรายงานตัวตามกำหนดนัดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (เว็บไซต์ https://empui.doe.go.th) ของสำนักงานจัดหางานไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง
      5.    เป็นผู้มีความสามารถในการทำงาน และพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดให้
      6.    ต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน
      7.    ผู้ที่ว่างงานต้องไม่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกรณี มีดังนี้
         -  ทุจริตต่อหน้าที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
        -  จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
        -  ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณี ร้ายแรง
        -  ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันควร
        -  ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
        -  ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา
        -  ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ

 

สิทธิประโยชน์ทดแทน จะได้เงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน ดังนี้


       1. กรณีถูกเลิกจ้าง
             ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทตัวอย่างเช่น  ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท


       2. กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา
ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 3,000 บาท


       3. ในกรณียื่นคำขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้าง หรือเหตุถูกเลิกจ้างและลาออกหรือ
สิ้นสุดสัญญาจ้างเกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันไม่เกิน 180 วัน แต่ในกรณียื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเพราะเหตุลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง เกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวมกันไม่เกิน 90 วัน  

          ใครที่เป็นผู้ประกันตนและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ย่อมจะได้รับประโยชน์จากเงินประกันสังคมที่เราส่งไปทุกๆเดือน หากยังว่างงานอยู่สิทธิประโยชน์นี้คงยังจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้ท่านได้บ้างพอสมควร หากใครยังสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์นี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th หรือสายด่วน 1506 

 

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก เพจฎีกาน่าสนใจ/ข่าวสารและงานว่างกฎหมาย

24910119_882428241942636_9201892908786751995_n.jpg

ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย รู้ไว้ก่อนทวง!

        ในชีวิตนี้คงไม่มีใครอยากเป็นหนี้  แต่หากใครตกอยู่ในสถานะลูกหนี้ แล้วก็คงต้องก้มหน้าหาหนทางชดใช้หนี้สินที่มีอยู่  ให้หมดไป  โดยในบทความนี้ เราได้สรุปสาระสำคัญในการทวงหนี้อันเป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่ผู้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ควรรู้

        "ผู้ทวงถามหนี้" คือ เจ้าหนี้ ผู้ให้กู้เงิน ไม่ว่าจะโดยถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม รวมถึงผู้ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ให้ทวงถามหนี้

        "ธุรกิจทวงถามหนี้" คือ ผู้ประกอบธุรกิจรับจ้างทวงหนี้ ซึ่งต้องได้รับการจดทะเบียนทวงถามหนี้ต่อนายทะเบียน กรณีผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทนายความ ให้จดทะเบียนกับสภาทนายความ

        ในส่วนของบุคคลหรือ สถานประกอบการใดที่ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ จะต้องมีได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรัฐและมีคุณสมบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย และดังนี้
        1. ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ต่อนายทะเบียน
       2.  ต้องไม่ใช่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ทหาร ตำรวจ ประกอบธุรกิจรับทวงหนี้ หรือไปช่วยคนอื่นทวงหนี้ที่ไม่ใช่หนี้ของตัวเอง เว้นแต่เป็นหนี้ของสามีภรรยา พ่อแม่ หรือลูก ให้สามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย
       3.  กรณีผู้ที่ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้อยู่หน้านี้ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 90 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ (2 กันยายน) โดยระหว่างนี้ให้ยังประกอบธุรกิจได้อยู่

ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย รู้ไว้ก่อนทวง!
       ลูกหนี้บางรายก็สุดจะทวงยากทวงเย็น ด้วยอาจจะไม่มี หรือ อาจมีแต่ไม่ยอมใช้  เจ้าหนี้อาจต้องใช้ความอดทนและใช้ความใจเย็นเข้าช่วย แต่สิ่งที่เจ้าหน้าควรรู้คือ จะทวงหนี้อย่างไม่ให้ผิดกฎหมาย

        โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.การทวงหนี้ 2558 ฉบับนี้ ได้ระบุสิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้ที่ต้องรับทราบและถือปฏิบัติต่อลูกหนี้อย่างเหมาะสม และบทลงโทษเจ้าหนี้ในกรณีที่เจ้าหนี้กระทำการไม่เหมาะสมและเกินกว่าเหตุ  โดยข้อปฏิบัติที่เจ้าหนี้พึงกระทำต่อลูกหนี้มีดังนี้
        1. ห้ามทวงหนี้กับคนที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เว้นแต่เป็นบุคคลที่ลูกหนี้ระบุให้ไปทวงถาม
       2. ต้องแสดงตัวทุกครั้งในการไปทวงหนี้ แจ้งชื่อ-สกุล พร้อมแสดงเจตนาว่าต้องการถามหาข้อมูลเพื่อติดต่อลูกหนี้
       3. ห้ามเผยข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้
       4. ห้ามหลอกลวงเพื่อให้ได้ข้อมูลของลูกหนี้
       5. ติดต่อลูกหนี้ในวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.00-20.00 น. หรือ ในวันหยุด ช่วงเวลา 08.00 – 18.00 น.
       6. ติดต่อลูกหนี้ในจำนวนครั้งที่เหมาะสม
       7. หากรับอำนาจให้มาทวงหนี้ต้องแสดงหลักฐานด้วย

       เจ้าหนี้บางรายใช้วิธีการทวงหนี้ที่ดูจะโหดร้ายเกินไป ในกรณีนี้ก็ลูกหนี้สามารถร้องเรียงต่อคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ประจำจังหวัดได้ หากเจ้าหนี้ไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติข้างต้นหรือปฏิบัติต่อลูกหนี้รุนแรงเกินกว่าเหตุ  ดังนี้
       1. ปฏิบัติต่อลูกหนี้อย่างไม่เป็นธรรม เอารัดเอาเปรียบ
       2. ข่มขู่ และหรือ ใช้ความรุนแรงต่อลูกหนี้ ให้ลูกหนี้ได้รับความเจ็บช้ำทั้งกายและใจ
       3. ดูหมิ่นหรือพูดจาไม่สุภาพ
       4. ส่งเอกสารระบุข้อความแสดงการทวงหนี้ชัดเจน
       5. เปิดเผยความลับการเป็นหนี้ของลูกหนี้ ให้บุคคลอื่นทราบ
       6. หลอกลวง ใช้กลอุบายให้ลูกหนี้เข้าใจคลาดเคลื่อนหรือ เข้าใจผิดจากความจริง
       7. เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้เกินอัตรา
       8. เสนอให้จ่ายเช็คแทนทั้งที่รู้ว่าไม่มีเงินชำระ

         และหากคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ประจำจังหวัดได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกหนี้ และตรวจสอบแล้วพบว่าเจ้าหนี้ได้กระทำการโดยมิชอบ หรือ ไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่กำหนดข้างต้น  เจ้าหนี้ย่อมมีความผิด และได้รับบทลงโทษ โดยหากฝ่าฝืน ทวงหนี้นอกเหนือเวลาที่กำหนด มีโทษ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และจะถูกสั่งระงับการดำเนินการดังกล่าว หรือ หากเจ้าหนี้ข่มขู่และใช้ความรุนแรงแก่ลูกหนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และ ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจฎีกาน่าสนใจ/ข่าวสารและงานว่างกฎหมาย

22815066_860501430801984_373772285352595307_n.jpg